Thursday, April 30, 2009

ยื่นคำร้องของเป็นผู้ประกันตน(เปลี่ยนจากมาตรา 38 เป็น 39) หลากหลายคำถามที่ควรรู้

เมื่อวานนี้ผมได้ไปยื่นคำร้องเพื่อขอเป็นผู้ประกันตนต่อโดยเปลี่ยนจากมาตรา 38 เป็น 39 ด้วยเห็นว่าชีวิตนี้คงไม่มีหลักประกันอะไรแล้วหลังจากออกจากงาน เพราะว่าเป็นห่วงในกรณีที่เจ็บป่วยและตัวเราเองก็ยังไม่ได้มีงานทำ ซึ่งในช่วงนี้ก็ได้ข่าวอีกว่าทางรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดจำนวนเงินสมทบเข้าประกันสังคมให้อีก 2 เปอร์เซ็นต์ผมก็คงต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป แต่ที่แน่ ๆ คือในขณะนี้ก็ต้องจากเงินสมทบด้วยตนเองเป็นจำนวนเงินสี่ร้อยกว่าบาทซึ่งก็ไม่ได้ถือว่ามากมายอะไร ถ้าประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องอื่น ๆ ก็คงจะไม่ทำให้เราเดือดร้อนไปมากกว่านี้ซักเท่าไหร่

ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้มีหลักประกันในชีวิต ผมก็ตัดสินใจในทันทีที่จะไปต่อประกันสังคม ซึ่งก็ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย หลักฐานที่ต้องนำไปด้วยก็มีแค่สำเนาบัตรประชาชนเท่านั้นเอง โดยแนบกับคำร้องที่ต้องขอจากพนักงานแล้วกรอกรายละเอียดส่วนตัวเบื้องต้นเท่านั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ จะมีช่องที่ต้องกรอกในส่วนของโรงพยาบาลที่เราจะต้องเลือก อันนี้ถ้าคิดไว้ก่อนก็น่าจะดี เอาเป็นว่าเลือกที่ที่เราสะดวกและน่าเชื่อถือเป็นการส่วนตัวนั่นแหละครับเป็นดีที่สุด

ประกันสังคมผมจะสิ้นสุดวันที่ 6 พค. 52 นี้ เมื่อยื่นเรื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้รับเอกสารพร้อมกับบัตรประกันสังคมอันใหม่ สำหรับเงินงวดแรกก็จะจ่ายในเดือนหน้า(ตอนแรกนึกว่าจะต้องจ่ายทันทีเสียอีก) สอบถามได้ความว่า หลักการของประกันสังคมคือให้จ่ายทีหลังจากจบเดือนไปแล้ว แต่ต้องไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สุดท้าย ผมก็นำหลากหลายคำถามมาฝากเผื่อมีข้อสงสัยประการใด

ผู้ประกันตนที่ลาออกจากมาตรา 33 แล้วจะสมัครในมาตรา 39 ได้หรือไม่
ผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน มีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 โดยยื่นคำขอภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ลาออกจากงานและให้สิทธิคุ้มครองผู้ประกันตน 6 กรณีคือ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ยกเว้นกรณีว่างงาน

จะสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 มีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง

คุณสมบัติของผู้ประกันตนที่จะสมัครมาตรา 39
1.เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 12 เดือน
2.ต้องยื่นคำขอเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 ภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง
3.ต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพจากกองทุนประกันสังคม

การสมัครเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจตามมาตรา 39 จะสมัครได้ที่ใด และใช้หลักฐานอะไรบ้าง
ผู้ ประกันตนสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งที่ผู้ประกันตนสะดวก โดยต้องยื่นใบสมัครตามแบบคำขอเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (สปส.1-20) พร้อมแนบบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นที่มีรูปถ่ายซึ่งทางราชการออกให้ พร้อมสำเนา ทั้งนี้ในการสมัครผู้ประกันตนจะต้องเคยนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและต้องสมัครภายใน 6 เดือนหลังจากที่ออกจากงาน

เมื่อสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 แล้วจะจ่ายเงินสมทบได้ที่ใดบ้าง
1. จ่ายที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด พร้อมแบบส่งเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 (สปส.1-11)
2. จ่ายเงินทางธนาณัติ พร้อมแบบส่งเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 (สปส.1-11)
3. หักจากบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
4. จ่ายด้วยเงินสดที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ต้องนำส่งเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หากนำส่งเกินกำหนดจะต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน

สาเหตุที่ทำให้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 มีอะไรบ้าง
1. ไม่ส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน (สิ้นสภาพตั้งแต่เดือนแรกที่ขาดส่ง)
2. ลาออก
3. กลับเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33
4. ตาย
5. ภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน

**กรณีลาออกหรือกลับเข้าทำงานและเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ให้ยื่นแบบแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (สปส.1-21)


ผู้ประกันตนลาออกจากงานเมื่ออายุ 60 ปีแต่ได้เข้าทำงานใหม่ตอนอายุ 61 ปี จะสามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้หรือไม่
ได้ จะต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของสำนักงานประกันสังคมกำหนด

ลูกจ้างอายุครบ 60 ปี นายจ้างให้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุจะมาสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้หรือไม่
ได้ หากส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนและยื่นคำขอภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่ลาออกจากงาน

กรณีออกจากงานเกิน 6 เดือน แต่อยากเข้าประกันต่อจะทำได้หรือไม่
กรณีออกจากงานเกิน 6 เดือนแล้ว ไม่มีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนต่อไป

Sunday, April 26, 2009

ทำบุญโลงศพ วัดหัวลำโพง

วันนี้ถือว่าเป็นวันดีสำหรับผมทีเดียว เพราะตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องทำบุญโลงศพตามที่อาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำเป็นจำนวนเงิน 132 บาท สถานที่ที่ผมนึกจขึ้นมาได้เห็นจะมีอยู่แค่ที่เดียวคือที่วัดหัวลำโพงนี่เอง

ผมวางแผนที่จะออกเดินทางช่วงเช้าจะได้ไม่ร้อนมาก และอาจจะเป็นโชคดีของผมเสียนี่กระไร อากาศร้อนอบอ้าวอยู่หลายวัน พอมาวันนี้มีเค้าครึ้มฟ้าครึ้มฝนซ่ะอย่างงั้น และก็แน่นอนอีกนั่นแหละครับ ผมจะเดินทางโดยทางรถเมล์ฟรีเหมือนเดิม ก่อนออกเดินทางผมได้ศึกษาดูแผนที่เรียบร้อยแล้วครับว่าวัดหัวลำโพงอยู่ ณ ตำแหน่งใดของกรุงเทพฯ เพื่อจะได้เดินทางรวดเดียวไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

จากจุดเริ่มต้น ผมกะว่าจะนั่งรถเมล์สาย 18 แล้วไปต่อรถที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ แต่รถไม่เห็นมาซักที มีแต่รถเสียตังค์ทั้งนั้น ก็เห็นอยู่สายหนึ่งแล่นผ่านมาพอดีคือสาย 203 ก็ถือโอกาสเปลี่ยนเส้นทางซ่ะเลยเรียกได้ว่าผมนั่งตั้งแต่ต้นสายจนถึงสุดสายกันทีเี่ดียวครับ

หลังจากที่รถเมล์สาย 203 แล่นมาถึงสนามหลวงผมก็ลงที่ป้ายหน้ากระทรวงยุติธรรม กำลังใช้ความคิดอยู่ว่าจะไปสายไหนต่อดี แต่ถ้าจะต่อรถจากจุดเดิมคงไม่ค่อยดีเท่าไหน ว่าแล้วผมก็เดินตรงไปผ่านหลักเมืองกรุงเทพฯ เอ๊ะไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้วและเคยผ่านมาตั้งหลายครั้ง อยู่กรุงเทพฯมาก็นาน ไม่เคยเข้าไปดูหลักเมืองกรุงเทพฯซักที ว่าแล้วก็ขอเข้าไปไหว้ศาลหลักเมืองก่อนเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

ผมค่อนข้างประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ยังเห็นมีคนเข้าไปไหว้ศาลหลักเมืองอยู่ตลาดทั้งวัน แต่ผมขอไหว้โดยไม่มีดอกไม้ธูปเทียน คือ ใช้ใจที่บริสุทธิไหว้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนที่ไม่ค่อยจะมีเงินซักเท่าไรในช่วงเวลานี้สำหรับผม

หลักจากที่ไหว้ศาลหลักเมืองเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตรงต่อไปผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อไปยังป้ายรถเมล์ป้ายถัดไป คิดอยู่ในใจว่า น่าจะมีหลายสายที่พอจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ ว่าแล้วก็เห็นสาย 1 ผ่านมา(ฟรีเหมือนเดิม) ก็กะว่าจะไปลงที่คลองถมแล้วก็ต่ออีกต่อหนึ่งน่าจะดีกว่า

พอไปถึงคลองถมก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง และด้วยความเคยชินกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจทำให้ต้องกลืนน้ำลายอีกแล้ว นั่นก็คือ ปอเปี๊ยะขาหมู เวลาที่ไปถึงก็ถูกต้องเหมาะเจาะ เป็นอาหารกลางวันพอดี ว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวไปที่ร้านทันที(ความจริงไม่ใช่เป็นร้านหรอกครับ อยู่บนถนนธรรมดามานานหลายสิบปีแล้วครับ) หลังจากเสร็จสิ้นอาหารกลางวันก็ลังเลใจ อยากจะเดินเล่นคลองถมอีกแ้ล้ว แต่ต้องทำหน้าที่ที่สำคัญก่อน ว่าแล้วก็มองหารถเมล์คันต่อไป

ผมใช้เวลาค่อนข้างนานในการรอรถเมล์ที่คลองถม เพราะส่วนใหญ่รถที่วิ่งผ่านมาเป็นรถเสียตังค์ก็เลยไม่ขึ้น ประมาณ 10 นาที ก็เห็นรถเมล์สาย 4(ฟรี) มาพอดี ผ่านเป้าหมายแน่นอน รถแล่นมาจนถึงสามย่านผมก็ลงที่ป้านหน้าจามจุรีคอมเพร็คซ์(จำไม่ค่อยได้ว่าใช่ชื่อนี้หรือเปล่า) เดินย้อนกลับมานิดหน่อยอยู่ฝั่งตรงกันข้าม นั่นแหละครับคือ วัดหัวลำโพง ที่หมายที่ผมต้องการจะไปให้ถึง

ผมว่าผมค่อนข้างจะมีเซ๊นส์อยู่พอสมควรว่าสถานที่ที่ทำบุญโลงศพอยู่ตรงไหน ตอนแรกก็ว่าจะถามรปภ. แต่ลองเดินไปดูก่อน เพราะถ้าไปไม่ถูกก็จะได้เดินชมสถานที่ไปด้วย จากประตูทางด้านถนนพระราม 4 เดินไปทางด้านขวามือชิดกับกำแพงก็จะเห็นมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่นี่เองครับที่คนเค้าไปทำบุญโลงศพกัน ซึ่งก็ติดอยู่กับถนนอีกฝั่งหนึ่ง(ไม่รู้ว่าชื่อถนนอะไร เป็นสี่แยกที่จะไปมาบุญครองได้)

ภายในมูลนิธิ เดินเข้าไปก็คงไม่ต้องไปถามใครให้เสียเวลาว่าทำบุญโลงศพที่ไหน เพราะมีเจ้าหน้าที่หลาย ๆ ท่านนั่งประจำการเพื่อรอรับบริจาคอยู่แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่กำลังศรัทธา มากน้อยไม่เป็นไร ขอให้ใจเป็นกุศลเป็นพอ ผมก็รีบนำเงิน 132 บาทที่ผมเตรียมไว้ออกมา แล้วก็บอกเจ้าหน้าที่ว่า บริจาค/ทำบุญ 132 บาทครับ แค่นี้เท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็จะนำใบอุทิศส่วนกุศลเขียนชื่อเราพร้อมรายเซ็นต์เท่านี้เป็นอันเรียบร้อย แต่ยังไม่จบครับ

ผมก็ถามเจ้าหน้าที่อีกว่า ใบนี้เอาไว้ทำอะไรครับ(เป็นใบสีส้มชมพูที่เราเขียนชื่อ) เจ้าหน้าที่ตอบว่า ให้นำไปแป็ะไว้ที่โลง ทางมูลนิธิจะมีกาวแป้งเปียกเตรียมไว้เรียบร้อย เราก็แค่ติดกาวแล้วก็ไปติดที่โลงตำแหน่งไหนก็ได้ด้วยใจบริสุทธิ และนี่ก็คือทั้งหมดในการทำบุญโลงศพของผมวันนี้ หลังจากนั้นผมก็เดินทางกลับ

Friday, April 24, 2009

มาตรา 38 รับเช็คช่วยชาติได้แล้วครับ!!!

ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งเหมือนกันที่เฝ้าติดตามเรื่องเช็คช่วยชาติ โดยเฉพาะมาตรา 38 ว่าจะสามารถไปรับได้ในวันไหน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วทางการได้พิมพ์เช็คสำหรับผู้ประักันตนตามมาตรา 38 ไว้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.(ตามที่ปรากฎอยู่บนเช็คที่ผมไปรับมา) แต่ผมไปรับเอาวันที่ 23 เม.ย. เนื่องจากต้องการความแน่ใจเสียก่อนที่จะไปรับเพราะค่อนข้างสับสนอยู่พอสมควร ตัวผมเองได้ไปยื่นเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์และก็ตั้งหน้าตั้งตารอ รอ รอ แล้วก็รอ สำหรับขั้นตอนที่ผมไปรับเช็คช่วยชาติซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์ราชการนนทบุรีมีดังนี้

อันดับแรก ให้ไปตรวจเช็คลำดับที่ที่จะรับเช็คเสียก่อนซึ่งจะอยู่ที่ชั้น 2 เดินขึ้นบันได อยู่ทางด้านขวามือ โดยมีหางเอกสารแล้วก็บัตรประจำตัวประชาชนเท่านั้น
อันดับที่สอง เดินขึ้นไปที่ชั้น 3 ห้องจะอยู่ทางขวามือเช่นกัน ซึ่งตอนนี้เราจะมีเอกสารเพิ่มมาอีก 1 ส่วนรวมเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ หางเอกสาร(ได้รับเมื่อครั้นที่ไปยื่นเรื่องขอรับเช็ค) บัตรประจำตัวประชาชน และสุดท้ายก็คือ เอกสารหมายเลขลำดับรับเช็คช่วยชาติ(เป็นโน๊ตเล็ก ๆ ที่ทางพนักงานเขียนขึ้นมาเดี๋ยวนั้นนั่นเอง) เมื่อยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้วก็รอรับเช็คที่จุดนั้นได้เลยครับ

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ยื่นเรื่องขอรับเช็คช่วยชาติ ก็ให้รีบ ๆ ไปยื่นกันเสียเถอะครับเดี๋ยวจะหมดเวลาเสียก่อน ตอนนี้ยังทันอยู่ที่จะได้รับเงิน 2,000 บาท จะได้นำส่วนนี้ไปช่วยชาติกันต่อไป(ช่วยตัวเองมากกว่า อิ อิ)

Wednesday, April 1, 2009

เว็ปไซด์ เช็คช่วยชาติ.com

ได้ไปเจอเว็ปไซด์นี้มาแบบบังเอิญเลยนำมาฝาก เพื่อจะได้ช่วยให้เราไม่ต้องลำบากหาข้อมูลในเรื่องนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเว็ปนี้เป็นของทางการหรือเปล่า แต่ดูเหมือนจะใช่ ก็ลองเข้าไปดูได้น๊ะครับตามลิงค์ข้างล่างนี้เลยครับ

http://www.chequechuaychart.com/images/btn_mnu1.jpg

หน้าเว็ปไซด์จะมีอยู่ทั้งหมด 5 เมนูเท่านั้นดังนี้










หวังว่าจะเป็นประโยชน์น๊ะครับ

สร้างจิตใจให้เข้มแข็งด้วยการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง(ไม่ขอออกนามน๊ะครับ) ผมเดิืนทางไปกับญาติอีกสองท่านด้วยกัน อันที่จริงแล้วญาติเป็นคนชักชวนให้ไป ซึ่งอาจารย์ท่านนี้จะเป็นอาจารย์ที่สามารถทำนายและช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับเราให้พ้นจากเคราะห์ที่เรากำลังเผชิญ อาจารย์ให้ผมทำดังนี้ครับ

ทำบุญโลงศพ 132
ใส่เหรียญ 8 ทิศ หรือโป๊ยก่วย
ไหว้พระราหูหน้าบ้านวันเสาร์หลัง 6 โมงเย็นโดยมีของไหว้ดังนี้
กาแฟดำ 1 แก้ว
เฉาก๊วย 1 ถ้วย
องุ่นดำ 1 ถ้วย
ธูปดำ 8 ดอก
เทียนดำ 2 เล่ม

ตอนนี้ก็กำลังเตรียมการที่จะไหว้ราหูตามที่อาจารย์แนะนำมา

Thursday, March 26, 2009

ว่าด้วยเรื่องเช็คช่วยชาติกันหน่อย

วันนี้ต้องขอบ่นกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ของทางรัฐบาลซักหน่อย ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมพยายามหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตจากหลาย ๆ ที่ด้วยกัน ว่าด้วยเรื่องเช็คช่วยชาติสำหรับผู้ประกันตนแต่อยู่ในมาตรา 38 คือลาออกจากงานนั่นเอง ว่าสามารถรับเช็คช่วยชาติได้หรือเปล่า ตรวจสอบรายชื่อได้ที่ไหน และรับวันไหน จนแล้วจนรอด ผมก็ไม่สามารถหาข้อมูลในส่วนนี้ได้ เพราะถ้าผมจะลองมองย้อนดูความสามารถในการหาข้อมูลของผมก็ไม่ใช่ย่อยซ่ะที่ไหน แต่กลับหาข้อมูลในส่วนนี้ไม่ได้ ว่าแล้วผมก็รีบขับรถตรงไปที่ประกันสังคมทันทีให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

พอไปถึงที่สำนักงานประกันสังคม ผมก็ต้องอึ้งอยู่ชั่วขณะ เพราะว่า ผมเห็นผู้คนหลากหลายกำลังตรวจสอบรายชื่อที่ทางการติดประกาศอยู่ อีกทั้งส่วนหนึ่งก็กำลังเข้าแถวเพื่อรอรับเช็ค ผมเดินยิ้มไปด้วยความหวังที่จะได้ 2000 บาทเหมือนกับทุก ๆ คนเหมือนกัน บอร์ดประกาศที่หนึ่งมองดูแล้วก็เห็นรายชื่อของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 บอร์ดที่สอง สาม สี่ ห้า.....ก็ยังเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 กับมาตรา 33 ทั้งหมด ไม่มีมาตรา 38 ให้เห็นแม้แต่บอร์ดเดียว เอ๊ะมันยังไงกัน ต้องทำอะไรต่อ


ว่าแล้่วผมก็รีบเดินตรงไปหาเจ้าหน้าที่ประกันสังคมบนตึกทันที แต่ก็ต้องรอคิวเพื่อถามข้อสงสัย เพราะคิวค่อนข้างจะยาว ผมก็เลยเดินไปเรียบ ๆ เคียง ๆ ใกล้ ๆ กับเจ้าหน้าที่ และช่างบังเอิญจริง ๆ ที่มีน้องนางท่านหนึ่งถามว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 38 สามารถรับเช็คได้เมื่อไร ที่ไหน เจ้าหน้าที่ตอบว่า "ตอนที่ผู้ที่สามารถรับเช็คได้จะเป็นเฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 เท่านั้น ส่วนมาตรา 38 ต้องรอดูประกาศจากทางราชการก่อนว่าสามารถรับได้เมื่อไร" และทางเจ้าหน้าที่ก็ยังยืนยันว่าผู้ประกันตนตามมาตรา 38 ก็ได้ลงข้อมูลในระบบเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่คงไม่ถึงคิวที่ทางการจะประกาศความช่วยเหลือ

ก็สรุปได้ว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 38 ยังไม่สามารถรับเช็คช่วยชาติได้ในระยะเวลานี้ และยังไม่มีกำหนดแน่นอน เฉพาะผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และ 39 เท่านั้นถึงจะได้รับเช็คช่วยชาติ สุดท้ายผมก็ถึงบางอ้อ

คงต้องขอบ่นกับการประชาสัมพันธ์ของทางราชการถึงรายละเอียดของผู้ที่จะได้รับเช็๋คให้ชัดเจนกว่านี้หน่อย ผมว่า คงมีอยู่หลายคนเหมือนกันที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 38 ที่จะไปรับเช็คช่วยชาติวันนี้ แต่ก็ต้องผิดหวัง หรือบางที่ประชาสัมพันธ์ดีอยู่แล้ว แต่ผมดันไม่ทราบข่าวสารเองก็เป็นได้

Thursday, March 19, 2009

ตกงาน ป่่วย ติดหนี้ ไม่มีความสุข ทำไงดี(กระทู้จากพันทิป)

ผมได้อ่านกระทู้ที่ก๊อปปี้มาข้างล่างนี้ รู้สึกว่า บางคำตอบก็ให้กำลังใจดี ลองอ่านดูน๊ะครับ

ผมอายุ 26-27 ผมตกงานจากการที่ โดนหัวหน้างานเล่นงาน ผมยังมาป่วย จากโรคริดซี่ เพิ่งผ่าตัดมาไม่ถึงเดือน นั่งไม่ได้ ทรมานที่สุด ผมยังหวังรวยทางลัด เล่นการพนัน พี่สาวต้อง มาใช้หนี้บัตรเครดิต ผมไปสมัครงานกับคน ญี่ปุ่น เขาว่าผมย้ายงานบ่ อย ในรอบ 3 ปีผมทำมาเกือบ 10 บริษัท เขาไม่แม้กระ ทั่ง ดูผลงานผมเลย. ผมว่าผมเปึนแบบนี้ เพราะเปึนกรรมของผม ที่ทำในอดีต. ผมไ ปทำงานที่ใหนมีปัญหาตลอด กับเจ้านาย ผมเพิ่งไปลงทะเบียนคนว่างงานมา มีคนแบบผมอีกเยอะที่ตกงาน มันแย่ๆ จริงๆน่ะครับ คนเต็มตลอด พี่ๆครับผมควรทำอย่างไรดี. 1. แม่ผมให้กลับไปอยู่บ้าน 2. หางานต่อไ ปเรื่อยๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่ 3. ทำงานอะไรก็ได้ ไม่ให้อดตาย 4.รักษาตัวเองให้หาย แล้วเริ่มหาอะไรทำ. ถ้าเป็นพี่ๆจะทำอย่างไรครับ หรือมันแค่เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตคนเราครับ. เศร้าและแย่มากเลย

จากคุณ : planoy_nat - [ 19 มี.ค. 52 12:14:04 ]

ความคิดเห็นที่ 1

ผมก็เพิ่งจะตกงานครับ เจ้านายหนีกลับต่างประเทศไปแล้ว อายุก็ 35 แล้ว สมัครงานก็ยากหนี้สินก็เยอะครับ บัตรเครดิตทั้งนั้นเลย แต่ก็ยังต้องสู้ต่อไปครับ

จากคุณ : G_AOD - [ 19 มี.ค. 52 12:32:13 ]

ความคิดเห็นที่ 4

ใจเย็นๆนะคะ อย่าเพิ่งคิดมาก มันอาจจะเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่อย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ไปทีละอย่างค่ะ

ดูจากที่ คุณเล่ามา ภายใน 3 ปี น้องเปลี่ยนงานไปเกือบ 10 บริษัท อันนี้ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผุ้ใหญ่ หรือบริษัทเค้าสงสัยได้ค่ะ ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราถึงเปลี่ยนงานบ่อยขนาดนั้น เพราะคงไม่มีบริษัทไหน ที่จะรับคนมาแล้วโดยที่จะต้องมานั่งคิดว่า คนๆนี้อีกไม่นานก็ต้องออก เราคิดว่า อันนี้นคุณคงต้องศึกษาดูตัวเองด้วยนิดนึง ว่าตัวเรามีข้อเสียอะไร อย่างไร แล้วก็ควรจะปรับเปลี่ยนค่ะ

ส่วน เรื่องไม่สบาย อันนี้ก็ไม่อยากให้เครียดนะคะ เพราะถ้ายิ่งเครียด ก็จะยิ่งมีผลกับร่างกายด้วย พยายามค่อยๆคิด อย่าเครียดมาก พักผ่อน ออกกำงบ้าง จะได้แข็งแรง ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะค่อยๆดีขึ้นนะคะ

สิ่ง ที่เราคิดว่าไม่ควรทำเลย ก็คือเรื่องการเล่นพนัน อันนี้คิดว่าคุณคงเห็นผลเสียของมันแล้วใช่ไหมคะ เพราะว่าตอนนี้พี่สาว ต้องมาเป็นคนใช้หนี้ให้ ถ้าเห็นผลเสียแล้ว ก็อย่าทำอีกเลยนะคะ ไม่มีใ:-)อย่างมีความสุขตลอดไปได้ด้วยการเล่นพนัน หรือการทำสิ่งทุจริตหรอกค่ะ เราเชื่ออย่างนั้น

ยังไงก็ขอให้กำลังใจคุณนะคะ อายุยังน้อย ก็ยังมีโอกาสค่ะ ถ้าหางานทำได้ ก็อยากให้อดทนกับทุกๆเรื่องนะคะ สู้ๆต่อไปค่ะ


จากคุณ : pj_job - [ 19 มี.ค. 52 12:54:31 ]

ความคิดเห็นที่ 6

เอาน่า วันนี้ไม่ใช่วันของเรา
ค่อยๆประคองให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้
เช้าพรุ่งนี้อาจมีเรื่องดีๆเข้ามาก็ได้
ลองนึกถึงคนป่วย, คนพิการ ที่เขาต้องต่อสู้กับปัญหาที่หนักหนากว่าเรา
เรายังโชคดีกว่าอีกหลายคนนัก
สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้ค่ะ

แก้ไขเมื่อ 19 มี.ค. 52 13:35:46





จากคุณ : SOprapa (deco_mom) - [ 19 มี.ค. 52 13:35:06 ]

ความคิดเห็นที่ 7

มันเป็นแค่ช่วงชีวิตหนึ่ง หรือไม่ก็อาจจะเป็นทั้งชีวิต ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ
แต่ที่รู้คือ ต้องสู้ ต้องสู้ถึงจะชนะ

สมัยก่อนมีอยู่ช่วงหนึ่ง
ต้องอาศัยเพื่อนอยู่ ไม่มีที่นอนไม่มีหมอนนอนด้วยซ้ำ
มีเงินติดตัวไม่กี่ร้อยบาท ซึ่ง ยังไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อไหร่
คือมองไม่เห็นอนาคต

กินมาม่าทุกวัน แถมกินวันละมื้อ ที่เหลือน้ำ บางวันก็กินข้าวกับไข่เค็ม คลุกน้ำพริกเผา

เคยไม่มีจะกิน เพราะต้องเก็บเงินไว้เป็นค่ารถไปทำงาน ที่จะได้เงินหลังจบงาน อีก 15 วัน

โชคดีมาก ที่ได้จัดชิม ทูน่ากระป๋อง โดยทำเป็นแซนวิชให้ลูกค้า
เราก็ทำเอาไว้กินเองด้วย น้ำก็ไปกดเอาของฟรีในห้าง
เวลาเลิกงาน ก็ไม่อยากเข้าห้องเพื่อนเร็ว เพราะกลัวเพื่อนชวนไปกินข้าว
ไม่มีตังค์นี่ ไม่รู้จะบอกเพื่อนยังไง แค่มันให้นอนก็รบกวนแย่แล้ว

เลยนั่งมันอยู่ข้างตึก นั่งกินแซนวิชที่แอบใส่ถุงกลับมาเป็นมื้อค่ำ
แมวตัวหนึ่งเดินผ่านสงสัยได้กลิ่นทูน่า มาร้องเมี้ยวอยู่ตรงหน้า
เลยแบ่งให้แมวกิน แบ่งกันคนกับแมว

ตอนนั้นได้แต่มองฟ้าอธิษฐานในใจขอให้อยู่รอดไปถึงวันที่เงินออก

ทำงานกับบริษัทรับจัดโปรโมทสินค้า มีงานบ้างไม่มีบ้ง เพราะเราเป็นเด็กใหม่
จนวันหนึ่ง...ไม่มีงาน...

ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี จำได้ว่าตอนไปจัดชิมนมถั่วเหลือง
ได้จดเบอร์ อีกบริษัทไว้ เลยโทรไปสอบถามและไปสมัคร
ไม่รู้ว่าโชคช่วยหรือเราสัมภาษณ์ได้ดี เพราะหลังชนฝาต้องสู้มันทุกอย่าง
วันรุ่งขึ้นบริษัทเรียกตัวไปทำงาน
โชคดีมาก เพราะตอนนั้นมีเงินติดตัวแค่ 500 บาท

ด้วยความเป็นเด็กใหม่ หน้าตาผิดระเบียบดูร้ายๆ งานเลยน้อยกว่าคนอื่นเค้าแต่เราก็สู้ไม่เป็นไร
สักวันเวลาจะพิสูจน์เอง
ทุกอย่างเหมือนจะดี แม้งานน้อยกว่าคนอื่นแต่ 15 วันรับ 2000-3000 ก็โอเค
แต่แล้ว เวลาลงก็มาอีกหน...
บริษัทใหญ่มีการจัดระบบใหม่ ลดพนักงานจัดชิมพาร์ทไทม์

คุณรู้มั้ย เหมือนโชคช่วยอีกครั้ง เราเข้าบริษัทไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆทุกวัน
ได้เงินบ้างไม่ได้บ้าง จนเค้ารับเป็นชั่วคราวแบบประจำออฟฟิศ
ได้พี่คนหนึ่งช่วยพูด

คำแรกที่หัวหน้าพูดกับเรา คือ รับก็ได้แต่แต่งตัวดีๆหน่อย

ใจเรามันร้องไห้เลยนะ เสื้อผ้าเราตอนนั้นนะมีแต่มือสอง
แล้วมือสองสมัย 7-8 ปีที่แล้ว มันไม่ได้แฟชั่นแบบตอนนี้
มันก็เชยๆ ทำไงได้ เงินต้องเก็บไว้เป็นค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่ากิน
เราจึงต้องประหยัด

จนมาถึงทุกวันนี้สบายกว่าเก่าเยอะ

อยากบอกว่า แม้วันนี้เราไม่ได้รวยจนล้นฟ้า
เราไม่ได้เก็บบทเรียนที่ไม่มีจะกิน
จนอยากรวยจะได้ไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก

แต่จากที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า..
ไม่ตายก็หาใหม่ได้เพียงใจสู้
ชีวิตมีขึ้นมีลง มีได้ก็ต้องมีเสีย
ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรถาวรคงทน

มันก็แค่บททดสอบจากฟ้าที่เราต้องฝ่าไปให้ได้

รู้จักปรับปรุงปรับเปลี่ยน กับสถานการณ์ และรู้จักมองตัวเอง...
อย่าท้อ อย่าถอย แต่ให้ตั้งหลักให้มั่น สู้ไปใจอย่ายอมแพ้...


จากคุณ : โอ้ย...แจ่ม - [ 19 มี.ค. 52 14:45:42 ]

ความคิดเห็นที่ 8

อดทนหน่อยนะคะ มีทุกข์ย่อมมีสุขคะ อดทนรอจนถึงวันนั้นให้ได้ ย้อนกลับมาดูจะรู้สึกว่าเราได้ผ่านมันมาจนได้ แล้วเราจะมีความสุขคะ

จากคุณ : Janhi - [ 19 มี.ค. 52 14:56:28 ]

ความคิดเห็นที่ 9

อ่าน คห.7แล้วน้ำตาจะไหลค่ะ สู้ชีวิตดีจริงๆ นับถือมากมายค่ะ อยากให้กิฟท์หมดตัวเลย

อยาก บอก จขกท.ว่าให้อดทนนะคะ ลองมองดูตัวเอง ว่าตัวเองมีข้อเสียตรงไหนบ้าง ยอมรับความจริงแล้วปรับปรุงจุดนั้น ช่วงที่ชีวิตเลวร้ายสุดๆ เราจะค้นพบสัจธรรมมากมายค่ะ ไม่เคยมีใครที่จะไม่ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนะคะ เพียงแต่เรื่องราวจะแตกต่างกันไป ไม่มีใครแย่กว่าใคร เรื่องของใครก้อแย่ที่สุดสำหรับคนๆนั้น

ปัญหาที่เราเจอจะทำให้เราแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานมากขึ้นนะคะ


จากคุณ : Auguri - [ 19 มี.ค. 52 15:36:02 ]

ความคิดเห็นที่ 10

1. จงแปลงความทุกข์นั้นให้เป็นแรงขับ เป็นพลังแฝง เหมือนสปริงชั้นดีที่ถูกกดดันมากเท่าไหร่ มันก็จะแปลงแรงกดนั้นเป็นพลังแฝงมากขึ้นเท่านั้น

2. วิกฤตในบางครั้ง ก็คือจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่กลับจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่ว่าจะมองวิกฤตนั้นเป็นโอกาสแบบคนคิดบวก หรือจะมองว่าเป็นอุปสรรค แบบคนคิดลบ

3. แรงเสียดทาน ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ คุณจะล้มเมื่อเดินบนพื้นลื่น

4. คนเราทุกคนอาจจะเรียนศาสตร์ได้เท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่จะทำให้คนเราแตกต่างกันก็คือ ใครจะสามารถแปลงศาสตร์ให้เป็นศิลป์ ได้มากกว่ากัน

5.เมื่อมีความผิดพลาด พึงระลึกไว้ว่า “ผิดเป็นครู” และพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดให้มากที่สุด ทั้งของตัวเองและผู้อื่น

6. เจ เค โรวลิ่ง สามารถพลิกตัวเองจากคนตกงาน ไม่มีแม้ข้าวจะกิน กลับกลายเป็นสตรีที่รวยที่สุดบนเกาะอังกฤษ ได้ภายในสิบปี

7. ความสุขที่แท้จริงคือ ความสุขอันเกิดมาจากนามธรรมซึ่งเงินซื้อไม่ได้ เช่น ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ของคนในครอบครัว

8. ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเราในปัจจุบัน ถ้าเทียบแล้ว สะดวกสบาย และดีกว่า ฮ่องเต้ในสมัยโบราณ

9. ความทุกข์ มักจะมาจากการเปรียบเทียบ

10. สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง คือความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

11. วันใดที่มีความสุข วันนั้นจะหายเหนื่อย ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา

12. ขมก่อนแล้วจะยิ่งหวาน แต่ถ้าหวานก่อนแล้วจะยิ่งขม

(รวบรวมมาจากหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ตII )


จากคุณ : ปัจจตัง - [ 19 มี.ค. 52 17:01:38 ]

ความคิดเห็นที่ 12

เราก็ สู้ เหมือน กัน เราก็ เจออะไรแย่ๆๆมาเยอะคะ แต่ เราโชคดี ที่ มี คุณแม่ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้าใจคะ

ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นอย่างมีสตินะคะ เราไม่ได้เกิดมาพร้อมทุกอย่าง แต่ ก็ ไม่ได้ หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสที่จะมีพร้อมนี่คะ

ใจสำคัญสุด ทำใจให้นิ่งคะ

สู้ๆๆ


จากคุณ : ดร.วิกานดา - [ 19 มี.ค. 52 17:30:03 A:119.31.49.107 X: TicketID:189066 ]

ความคิดเห็นที่ 15

มีคนที่เป็นเหมือนคุณเยอะไปค่ะ

ดิฉันเองก็ด้วย

1. ตกงาน

2. มีหนี้ต้องผ่อนชำระ

3. มีบ้านต้องผ่อนส่ง

4. ไม่มีเงินแล้วววววววว

5. แม่ไม่ต้อนรับกลับบ้าน ไม่พร้อมจะช่วยเหลือ

6. ก้มหน้าหางานมาทั้งเขตที่อยู่แล้ว ครบทุกบริษัทแล้ว ยังไม่ได้

7. หางานต่อไปอย่างยากเย็น

ตามนั้นค่ะ

ชีวิตไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไปค่ะ สู้เว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


จากคุณ : สะดุ้งสุดตัว - [ 19 มี.ค. 52 18:43:36 ]

 

© 2013 คนตกงาน. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top