Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts
Showing posts with label กำลังใจ. Show all posts

Wednesday, March 7, 2012

งานของผม ผลของงาน กับความพยายามที่ไม่ได้สำเร็จเพียงข้ามคืน

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงที่แทบจะไม่มีเอาซ่ะเลย

นี่ก็ล่วงเลยมากว่า 3 ปีที่ผมตกงาน จนทุกวันนี้ผมก็ยังบอกกับใครๆ ว่า "ตกงาน" อยู่ร่ำไป เพราะในสายตาของคนทั่วไป การมีงานทำคือต้องออกไปทำงาน ต้องตื่นเช้า ต้องมีกิจวัตรเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วๆ ไป

แต่สำหรับผมแล้ว ไม่เลย

ผมมีงานทำ ผมทำมากว่า 2 ปี เป็นงานที่ต้องใช้ความพยายามและความอดทน อีกทั้งต้องศึกษาหาความรู้ที่ไม่เคยมีมาก่อนให้เข้าใจท่องแท้

"ผมทำงานออนไลน์"

คงมีไม่กี่คนที่เข้าใจว่า "งานออนไลน์" มันมีอยู่จริง งานที่ทำอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ขอให้มีอินเตอร์เน็ตใช้ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนในโลกใบนี้ก็สามารถทำงานได้

อย่างเช่นบล็อกนี้ก็ถือว่าเป็นงานออนไลน์อย่างหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ แต่เป็นจำนวนเงินเล็กน้อยเท่านั้น นั่นก็คือ การแปะโฆษณาของกูเกิ้ล เฉลี่ยแล้วมีรายรับจากบล็อกนี้ประมาณเดือนละ 1 พันบาท

แต่งานหลักของผมไม่ใช่ในรูปแบบนี้ แต่เป็นการขายของออนไลน์ ที่ไม่ต้องมีสินค้า ที่ไม่ต้องมีกระบวนการจัดส่ง เพียงแค่เป็นสื่อกลางในการซื้อสินค้า ยิ่งเขียนก็ยิ่งงง สรุปกันเลยว่า ผมขายของให้เว็บ "อเมซอน" เว็บอีคอมเมอร์สที่่ใหญ่ที่สุด ณ เวลานี้ รายได้ก็มาจากค่าคอมมิสชั่นที่เราสามารถขายได้

ผมมีรายได้แค่ไหนจากการขายของให้อเมซอน บอกเป็นตัวเลขคร่าวๆ ได้ว่า "หกหลัก" ซึ่งก็ทำให้ผมสามารถใช้ชีวิตในรูปแบบที่ผมต้องการได้ และดีกว่าการทำงานประจำ คือมีเวลามากขึ้น สามารถเลือกเวลาในการทำงานได้ สามารถเลือกเวลาที่จะตื่นนอนได้

ผมสามารถหาเงินออนไลน์จนมีรายได้ "หกหลัก" มากกว่า 2 ปีแล้ว แต่ต้องใช้ความพยายามและความอดทนมากกว่า 1 ปี หรือประมาณปีครึ่ง เพื่อค้นหา ศึกษา ทดลอง ทดสอบอะไรหลายๆ อย่าง ยอมรับว่าท้อและรู้สึกหมดแรงหมดกำลังในช่วงแรกๆ ที่ตัดสินใจเดินบนเส้นทางสายนี้ แต่เป็นเส้นทางที่ต้องเลือก เพราะไม่ต้องใช้เงินลงทุนอะไร หรือลงทุนน้อยมาก อีกทั้งผลตอบแทนก็มากพอที่จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด

ระยะหลังผมไม่ค่อยมีโอกาสได้มาเขียนบล็อกนี้เท่าไรนักเนื่องจากติดภาระกิจของการทำงานออนไลน์ เพราะการทำงานในลักษณะนี้ต้องมีเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของสายตาที่อาจจะสร้างปัญหาได้ในอนาคตเนื่องจากต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอเป็นระยะเวลานานๆ

ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจสำหรับคนที่กำลังตกงานว่า "อย่าท้อ" วางแผนในการทำงานให้ดี เลือกงานที่เราชอบหรือรักที่จะทำ และจงทำมันให้ถึงที่สุด หลายคนไม่สามารถไปได้ถึงฝันเพราะหยุดกลางคัน หรือหยุดที่ก้าวสุดท้ายก่อนถึงความสำเร็จ เพราะความอ่อนล้า ท้อแ้ท้ หรืออ่อนแรง

จงเชื่อและศรัทธาในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่เราตัดสินใจไว้แล้วให้ดีที่สุด สุดความสามารถ สุดชีวิต ความสำเร็จรอเราอยู่ และจงเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนั้น เหมือนกับผมที่เชื่อมาตลอดว่า ผมจะยึดงานออนไลน์เป็นอาชีพหลักให้ได้ และผมก็ทำมันได้ในที่สุด

Sunday, November 22, 2009

ตกงานมาหนึ่งปี มีหนี้เป็นล้าน เงินสดไม่ถึงแสน อยู่รอดได้อย่างไร

ผมเริ่มต้นเขียนบล็อกนี้มาตอนต้นปี ก็ประมาณเกือบสามเดือนที่ตกงาน ณ วันนี้ก็ครบหนึ่งปี(เกินมานิดหน่อย) ถามว่าผมใช้่ชีวิตอยู่ได้อย่างไร ทั้งที่หนี้สินก็ยังต้องชำระ เงินสดในมือก็ไม่น่าจะอยู่ถึงหนึ่งปีได้ คำตอบคือ อยู่ได้ด้วยใจครับ กำลังใจที่สร้างขึ้นมาจากภายในใจของเราเอง

ผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวอย่างโดดเดียว โดยที่ไม่ได้ปิปากบอกให้ใครรับทราบ ผมปิดบังทุกๆ คน โดยเฉพาะญาติพี่น้อง ไม่มีใครทราบว่าผมไม่มีงานทำแล้ว

งานที่ผมทำได้ตอนนี้ก็เห็นจะมีแต่ทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ถามว่ามีรายไ้ด้เพียงพอหรือเปล่า ตอบได้เลยมาแทบไม่ได้ช่วยอะไรผมได้เลย รายจ่ายแต่ละเดือนก็อยู่ประมาณหนึ่งหมื่นบาท โชคดีที่ผมเป็นหนี้น้อยทำอะไรแต่พอตัว

ย้อนกลับไปเมื่อวันวาน ผมใช้ชีวิตอย่างประมาท จะเนื่องด้วยเหตุผลอะไรหลายๆ อย่าง ปัญหานานานับประการที่ต้องเจอะเจอทำให้หลักของชีวิตเปลี่ยนไป ใช้เงินให้หมดไปวันๆ เพื่อประชดความรู้สึกบางอย่างที่มันไม่ได้ดังหวัง สุดท้ายคนที่เจ็บปวดที่สุดก็ไม่ใช่ใคร ก็คือเรานั่นเอง

ถ้าหากจะมีใครตั้งคำถามว่าทุกวันนี้ผมมีความสุขอยู่หรือเปล่า ผมตอบได้อย่างไม่ลังเลว่ามีความสุขมากกว่าที่ผมต้องทำงานประจำ ที่ชีวิตเหมือนกับโดนขีดเส้นเพื่อให้เดิน เป็นวัฏจักรที่ไม่มีวันหยุดนิ่งและซ้ำซาก วิถีชีวิตที่ไม่เปลี่ยนแปลงเหมือนดั่งเครื่องจักรที่มีจิตใจเท่านั้น

หลายๆ คนอาจจะรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง หรืออาจจะกำลังประชดชีวิตตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ ผมอยากจะบอกว่าชีวิตของคุณนั้นอาจจะไม่เลวร้ายเท่ากับผมหรอกครับ แล้วทำไมผมถึงยังอยู่ได้ แล้วทำไมหลายๆ คนที่ลำบากกว่าเรายังพยายามสร้างชีวิตให้ดำเนินไปข้างหน้าต่อไป

คนนั้นตาบอดขายล๊อตเตอรี่ คนนั้นขาขาดก็ขายเช่นกัน เด็กกำพร้าหวังมีอนาคต คนงานก่อสร้างตกเย็นล่ำสุราอย่างมีความสุขด้วยรายได้ขั้นต่ำ เล่นดนตรีเปิดหมวกกลางแดด เด็กรับใช้โดนเจ้าของบ้านด่าเสียๆ หายๆ บางคนออกหาปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา คนแก่เดินคุ้ยถังขยะเพื่อหาของไปขาย คนขาพิการอยู่บนวินด์แชร์วงโคจรไม่ไกลจากบ้าน บางคนใช้เท้าแทนมือเพื่อนำอาหารเข้าปาก

เห็นหมาตัวหนึ่งจึงเรียกมันมา มันคงหวังว่าจะได้กินอะไร แต่เราไม่มีอะไรติดมา ลูบหัวมันเบาๆ รู้สึกได้ว่ามันดีใจ นั่งเล่นกับหมาอยู่นานช่วงหัวค่ำ ยุงเยอะอยู่ได้ไม่นาน ไปล่ะหมา แววตามันอาวรณ์

แมวตัวหนึ่งร้องทุกวัน เช้่าและเย็น นึกว่ามันหิว เดินหาตั้งนานอยู่นี่เอง ไม่มีอะไรให้มันกินอีก ลูบหัว เกาคางมันเบาๆ มันร้องเหมี๋ยวๆ ซักพักก็ต้องเดินจาก มันเดินตามขอไปด้วย แต่ไม่ได้ มันจำยอม

ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไป ความสวยงามในโลกนี้ยังมีให้เราได้ชื่นชมอีกมากมาย แล้วทำไมเราต้องท้อ ในเมื่อกำลังใจเรายังได้รับแม้กระทั่งจากหมาแมว

Sunday, September 6, 2009

สิ้นหวังอย่างมีหวัง ท้อแท้อย่างสดใส

เป็นธรรมดาของปุถุชนคนธรรมที่ย่อมจะมีความหวังอะไรซักอย่าง แต่จะเป็นจริงอย่างที่ต้องการหรือไม่ใช่เลยก็สุดแล้วแต่จะคาดการณ์อนาคตได้ ในยามที่สิ้นหวัง ความท้อแท้ใจก็เกิดขึ้นมาจนตั้งตัวไม่ติด ต้องมาคอยทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ทบทวนคำพูดการกระทำที่ผ่านมาครั้งแล้วครั้งเล่า จนความหวาดระแวงมันฝั่งอยู่ลึกภายในใจ แน่นอนว่าความรู้สึกเสียใจและเสียดายกับความหวังที่ตั้งไว้ย่อมมีมากเป็นธรรมดา ยิ่งคนตกงานแล้วไซร้ ไม่ต้องบรรยายกันมาก มันเจ็บลึกอยู่ในใจสั่งสมอยู่เรื่อยไป

ทุกครั้งต้องคอยนั่งให้กำลังตนเอง สร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้กับตัวเองอยู่เรื่อยไป จะด้วยอะไรนอกจากการรอคอยความหวังและก้าวไปยังจุดหมายที่ฝันไว้ ถ้าไม่มีความหวังหรือจุดหมายให้จินตนาการ ชีวิตก็ยังไม่รู้จะดำเนินต่อไปอย่างไร

หลายครั้งหลายครา เราสามารถมองเห็นแสงสว่างได้ แม้จะเป็นเพียงลำแสงเล็ก ๆ ที่ลอดออกมาจากมุมหนึ่งภายในใจ แต่นั่นก็ทำให้เราเห็นโอกาสหรือสร้างแรงบรรดาลใจขึ้นมาได้

ผมเป็นคนที่พยายามสร้างความหวังให้กับตนเองอยู่ตลอดเวลา ความหวังที่อาจจะเกิดจากการกระทำของเราหรือการดำเนินชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ไม่เคยสร้างความหวังจากสิ่งว่างเปล่า ถึงแม้ว่าหลาย ๆ ครั้ง ความหวังหรือจุดหมายที่สร้างเอาไว้จะพังทะลายลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า จะความหวังก็ยังผุดออกมาภายในหัวใจของผมอยู่ตลอดเวลา นั่นแหละที่ทำให้ผมเป็นคนที่เหมือนจะท้อแท้แต่ก็สดใสอยู่ตลอดเวลา

ในช่วงเวลานี้ในชีวิตผมก็เหมือนกัน ความหวังที่มีอยู่มันเลือนหายไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันอยู่ที่ปลายนิ้วเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่สามารถจะคว้ามันมาได้ ท้อแท้ใจอยู่ 3-4 วันก็มีความหวังที่ดีขึ้นมาอีก นี่แหละคือผมกับการดำรงอยู่ด้วยความหวังตลอดเวลา

ขอให้ทุกคนจงมีความหวัง เพราะฝันนั้นจะอยู่ไม่ไกล

*กำลังงง ๆ ตัวเองอยู่ ก็เขียนอะไรไปเรื่อย ๆ ระบายอะไรบางอย่างแบบงง ๆ

Wednesday, August 12, 2009

กลอนพาไปในยามเหงา อารมณ์เศร้าเล็ก ๆ ก็บังเกิด

บังเอิญว่าวันนี้นั่งฟังเพลงมากไปหน่อย เพราะค่อนข้างจะเหนื่อยกับการทำงานส่วนตัวเป็นระยะเวลายาวนานมากกกกก ถือว่าวันนี้เป็นวันพักผ่อนด้วย มีโอกาสได้นั่งคิดอะไรเล่น ๆ แบบเหงา ๆ เศร้า ๆ ยังไงพิกล อารมณ์มันก็เลยพาไปให้เขียนกลอนเล่น ๆ จะได้เก็บไว้ดูเองในวันข้างหน้า ถ้าหากดูแล้วรกหูรกตาก็ไม่อย่าไปใส่ใจเลยน๊ะครับ อย่างน้อยผมก็หาความสุขได้ในวันนี้แหละครับ 12 สค. 2552 วันแม่

ตกงานใช่ชีวิตจะสูญสิ้น
ก็จะดิ้นรนค้นหาหนทาง
แม้ข้างหน้านั้นดูช่างรกร้าง
ก็จะถางทางเดินก้าวต่อไป
ไม่ขอฝากชีวิตกับความฝัน
คงมุ่งมั่นฟันฝ่าหาจุดหมาย
แม้เหน็ดเหนื่อยลำบากก็เพียงแค่กาย
ขอให้ใจไม่หวั่นไหวก็เพียงพอ
หากจะมีซักวันที่ฉันเศร้า
ดูเงียบเหงาในมุมหนึ่งอยากร้องขอ
หากจะมีซักวันที่รีรอ
อยากจะขอเพียงหนึ่งวันที่ช้ำใจ
เริ่มต้นทำวันนี้และเดี๋ยวนี้
อะไรดี ก็ยังไม่มีจุดหมาย
ทำไปเถอะทำไปก่อนค่อยทำไป
แล้วหัวใจจะพาไปถูกทิศทาง
ถ้าไม่เริ่มต้นทำกันวันนี้
ทุกนาทีผ่านไปรู้ซ่ะบ้าง
อย่าปล่อยกายปล่อยจิตให้มันว่าง
หนทางยังรออยู่ไม่ห่างไกล
ความสำเร็จนั้นต้องการเวลา
มิใช่ว่าจะรออยู่ไม่ห่างกาย
ต้องค่อยสร้าง วางแผนให้เป็นไป
คงไม่นานหวังไว้คงได้เจอ
นี่ก็ทำมานานไม่สำเร็จ
บางวันเหน็ดเหนื่อยมากจนเบอ
บางคืนเก็บไปฝันนอนละเมอ
เฮ่อ ๆ ๆ มันเหนื่อยแทบขาดใจ
ซักวันหนึ่งชีวิตจะดีขึ้น
เหมือนคนอื่นชีวิตสุขสบาย
อดทนรออีกซักนิดก็คงไหว
จะทำไง ไม่มีใครจะช่วยเรา
แต่อย่างน้อยบางอย่างก็ดีขึ้น
ไม่มีหมื่น มีหลักพัน ก็ไม่เบา
ซักวันหนึ่งวันนั้นเป็นของเรา
จะมาเล่าให้ฟังถ้าโชคดี
วันนี้ขอเป็นวันพักผ่อน
เขียนบทกลอนเล่น ๆ กันซักที
มีบทเพลงมีฝากเนื้อหาดี
อ่านดูซิ ให้กำลังใจ ดีนักเอย.....

...ถ้าไม่ลงท้ายด้วยเอย คงไม่จบซักที

เพลง/Title เนื้อเพลง: อย่ายอมแพ้
ศิลปิน/Artist: อ้อม สุนิสา สุขบุญสังข์

หากวันนี้เราล้มลง
ยังคงลุกขึ้นได้ใหม่
ถ้ายังคงมีหนทาง ถ้ายังมียิ้มสดใส
ก้าวไปอย่าหวั่นไหวหวาดกลัว
พร้อมทนทุกข์หมองหม่น
ผจญความมืดหมองมัว
ไม่กลัวจะฝันถึงวันใหม่

* หากวันใดอ่อนแอ ท้อแท้อย่าหวั่นไหว
ขอให้ใจไม่สิ้นหวัง
ปัญหาแม้จะหนัก ก็คงไม่เกินกำลัง
อย่าหยุดยั้งก้าวไป

** ขออย่ายอมแพ้
อย่าอ่อนแอแม้จะร้องไห้
จงลุกขึ้นสู้ไป
จุดหมายไม่ไกลเกินจริง

(ซ้ำ *, **, **)

Sunday, June 28, 2009

ให้กำลังใจตนเองอย่างไรเมื่อตกงาน

คงต้องพูดกันแบบตรง ๆ เลยว่า เมื่อเราอยู่ในภาวะที่ต้องตกงาน ความรู้สีกผิดหวังในชีวิตย่อมเกิดขึ้นแน่นอน และก็อาจจะเกิดความท้อแท้ใจอยู่บ้างเมื่อเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าแต่ก็ยังตกงานอยู่้เช่นเดิม และผมก็เช่นเดียวที่ประสบกับปัญหานี้มา แต่ก็ยังมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตอยู่ นอกจากกำลังจากคนรอบข้างแล้ว ผมถือว่าการให้กำลังตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะว่าคนส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องการรับรู้ความทุกข์ของเราถ้าไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องหรือว่าเป็นเพื่อนสนิทเพื่อนตายกันจริง ๆ

ทุกวันนี้ผมก็ยังคงนั่งรอนอนรอนับวันเวลาที่ผมกำลังจะต้องปรับเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญ นั่นก็อาจจะทำให้ผมมีความรู้สึกเหงาและซึมเศร้าเป็นที่สุด แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ผมก็ยังหวังว่าซักวันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเคยมีจะกลับมาเป็นดั่งเดิมหรือมากกว่าเก่า

ผมยังคิดอยู่เสมอว่า หลาย ๆ คนไม่มีโอกาสเท่ากับผม ถึงผมจะตกงานและเงินกำลังจะหมดแล้วก็ตาม แต่ผมก็ยังมีร่างกายครบ 32 ไม่พิกลพิการ อีกทั้งผมก็ยังมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแต่ประการใด ผมถือว่าการมีชีวิตอยู่ด้วยร่างกายที่สมบูรณ์เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงจะมีได้ และผมก็อยากให้ทุก ๆ คนคิดเฉกเช่นเดียวกันกับผมเช่นกัน ถ้าหากจะมีใครซักคนมาให้ผมเลือกระหว่างมีงานทำแต่ร่างกายพิการกับไม่มีงานทำแต่ร่างกายสมบูรณ์ ผมเลือกอย่างหลังดีกว่า

เห็นหรือยังครับว่า ผมโชคดีกว่าหลาย ๆ คนตั้งแต่เกิดมา ถึงแม้ขณะนี้ผมแทบจะไม่เหลือเงินเลยก็ตาม แล้วคุณ ๆ ทั้งหลายล่ะครับ โชคดีเหมือนกับผมหรือเปล่า

เมื่อชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ความหวังมันก็ยังคงอยู่คู่กับเราตลอดไป ขอให้ทุกคนโชคดีน๊ะครับ

Sunday, April 26, 2009

ทำบุญโลงศพ วัดหัวลำโพง

วันนี้ถือว่าเป็นวันดีสำหรับผมทีเดียว เพราะตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องทำบุญโลงศพตามที่อาจารย์ท่านหนึ่งแนะนำเป็นจำนวนเงิน 132 บาท สถานที่ที่ผมนึกจขึ้นมาได้เห็นจะมีอยู่แค่ที่เดียวคือที่วัดหัวลำโพงนี่เอง

ผมวางแผนที่จะออกเดินทางช่วงเช้าจะได้ไม่ร้อนมาก และอาจจะเป็นโชคดีของผมเสียนี่กระไร อากาศร้อนอบอ้าวอยู่หลายวัน พอมาวันนี้มีเค้าครึ้มฟ้าครึ้มฝนซ่ะอย่างงั้น และก็แน่นอนอีกนั่นแหละครับ ผมจะเดินทางโดยทางรถเมล์ฟรีเหมือนเดิม ก่อนออกเดินทางผมได้ศึกษาดูแผนที่เรียบร้อยแล้วครับว่าวัดหัวลำโพงอยู่ ณ ตำแหน่งใดของกรุงเทพฯ เพื่อจะได้เดินทางรวดเดียวไปถึงที่หมายให้เร็วที่สุด

จากจุดเริ่มต้น ผมกะว่าจะนั่งรถเมล์สาย 18 แล้วไปต่อรถที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ แต่รถไม่เห็นมาซักที มีแต่รถเสียตังค์ทั้งนั้น ก็เห็นอยู่สายหนึ่งแล่นผ่านมาพอดีคือสาย 203 ก็ถือโอกาสเปลี่ยนเส้นทางซ่ะเลยเรียกได้ว่าผมนั่งตั้งแต่ต้นสายจนถึงสุดสายกันทีเี่ดียวครับ

หลังจากที่รถเมล์สาย 203 แล่นมาถึงสนามหลวงผมก็ลงที่ป้ายหน้ากระทรวงยุติธรรม กำลังใช้ความคิดอยู่ว่าจะไปสายไหนต่อดี แต่ถ้าจะต่อรถจากจุดเดิมคงไม่ค่อยดีเท่าไหน ว่าแล้วผมก็เดินตรงไปผ่านหลักเมืองกรุงเทพฯ เอ๊ะไหน ๆ ก็ผ่านมาแล้วและเคยผ่านมาตั้งหลายครั้ง อยู่กรุงเทพฯมาก็นาน ไม่เคยเข้าไปดูหลักเมืองกรุงเทพฯซักที ว่าแล้วก็ขอเข้าไปไหว้ศาลหลักเมืองก่อนเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

ผมค่อนข้างประหลาดใจอยู่เหมือนกันว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ก็ยังเห็นมีคนเข้าไปไหว้ศาลหลักเมืองอยู่ตลาดทั้งวัน แต่ผมขอไหว้โดยไม่มีดอกไม้ธูปเทียน คือ ใช้ใจที่บริสุทธิไหว้ก็น่าจะเพียงพอสำหรับคนที่ไม่ค่อยจะมีเงินซักเท่าไรในช่วงเวลานี้สำหรับผม

หลักจากที่ไหว้ศาลหลักเมืองเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินตรงต่อไปผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมเพื่อไปยังป้ายรถเมล์ป้ายถัดไป คิดอยู่ในใจว่า น่าจะมีหลายสายที่พอจะพาเราไปถึงจุดหมายได้ ว่าแล้วก็เห็นสาย 1 ผ่านมา(ฟรีเหมือนเดิม) ก็กะว่าจะไปลงที่คลองถมแล้วก็ต่ออีกต่อหนึ่งน่าจะดีกว่า

พอไปถึงคลองถมก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง และด้วยความเคยชินกับอะไรบางอย่างที่อยู่ในใจทำให้ต้องกลืนน้ำลายอีกแล้ว นั่นก็คือ ปอเปี๊ยะขาหมู เวลาที่ไปถึงก็ถูกต้องเหมาะเจาะ เป็นอาหารกลางวันพอดี ว่าแล้วก็รีบจ้ำอ้าวไปที่ร้านทันที(ความจริงไม่ใช่เป็นร้านหรอกครับ อยู่บนถนนธรรมดามานานหลายสิบปีแล้วครับ) หลังจากเสร็จสิ้นอาหารกลางวันก็ลังเลใจ อยากจะเดินเล่นคลองถมอีกแ้ล้ว แต่ต้องทำหน้าที่ที่สำคัญก่อน ว่าแล้วก็มองหารถเมล์คันต่อไป

ผมใช้เวลาค่อนข้างนานในการรอรถเมล์ที่คลองถม เพราะส่วนใหญ่รถที่วิ่งผ่านมาเป็นรถเสียตังค์ก็เลยไม่ขึ้น ประมาณ 10 นาที ก็เห็นรถเมล์สาย 4(ฟรี) มาพอดี ผ่านเป้าหมายแน่นอน รถแล่นมาจนถึงสามย่านผมก็ลงที่ป้านหน้าจามจุรีคอมเพร็คซ์(จำไม่ค่อยได้ว่าใช่ชื่อนี้หรือเปล่า) เดินย้อนกลับมานิดหน่อยอยู่ฝั่งตรงกันข้าม นั่นแหละครับคือ วัดหัวลำโพง ที่หมายที่ผมต้องการจะไปให้ถึง

ผมว่าผมค่อนข้างจะมีเซ๊นส์อยู่พอสมควรว่าสถานที่ที่ทำบุญโลงศพอยู่ตรงไหน ตอนแรกก็ว่าจะถามรปภ. แต่ลองเดินไปดูก่อน เพราะถ้าไปไม่ถูกก็จะได้เดินชมสถานที่ไปด้วย จากประตูทางด้านถนนพระราม 4 เดินไปทางด้านขวามือชิดกับกำแพงก็จะเห็นมูลนิธิร่วมกตัญญู ที่นี่เองครับที่คนเค้าไปทำบุญโลงศพกัน ซึ่งก็ติดอยู่กับถนนอีกฝั่งหนึ่ง(ไม่รู้ว่าชื่อถนนอะไร เป็นสี่แยกที่จะไปมาบุญครองได้)

ภายในมูลนิธิ เดินเข้าไปก็คงไม่ต้องไปถามใครให้เสียเวลาว่าทำบุญโลงศพที่ไหน เพราะมีเจ้าหน้าที่หลาย ๆ ท่านนั่งประจำการเพื่อรอรับบริจาคอยู่แล้ว อันนี้ก็แล้วแต่กำลังศรัทธา มากน้อยไม่เป็นไร ขอให้ใจเป็นกุศลเป็นพอ ผมก็รีบนำเงิน 132 บาทที่ผมเตรียมไว้ออกมา แล้วก็บอกเจ้าหน้าที่ว่า บริจาค/ทำบุญ 132 บาทครับ แค่นี้เท่านั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็จะนำใบอุทิศส่วนกุศลเขียนชื่อเราพร้อมรายเซ็นต์เท่านี้เป็นอันเรียบร้อย แต่ยังไม่จบครับ

ผมก็ถามเจ้าหน้าที่อีกว่า ใบนี้เอาไว้ทำอะไรครับ(เป็นใบสีส้มชมพูที่เราเขียนชื่อ) เจ้าหน้าที่ตอบว่า ให้นำไปแป็ะไว้ที่โลง ทางมูลนิธิจะมีกาวแป้งเปียกเตรียมไว้เรียบร้อย เราก็แค่ติดกาวแล้วก็ไปติดที่โลงตำแหน่งไหนก็ได้ด้วยใจบริสุทธิ และนี่ก็คือทั้งหมดในการทำบุญโลงศพของผมวันนี้ หลังจากนั้นผมก็เดินทางกลับ

Wednesday, April 1, 2009

สร้างจิตใจให้เข้มแข็งด้วยการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบกับอาจารย์ท่านหนึ่ง(ไม่ขอออกนามน๊ะครับ) ผมเดิืนทางไปกับญาติอีกสองท่านด้วยกัน อันที่จริงแล้วญาติเป็นคนชักชวนให้ไป ซึ่งอาจารย์ท่านนี้จะเป็นอาจารย์ที่สามารถทำนายและช่วยเสริมสร้างบารมีให้กับเราให้พ้นจากเคราะห์ที่เรากำลังเผชิญ อาจารย์ให้ผมทำดังนี้ครับ

ทำบุญโลงศพ 132
ใส่เหรียญ 8 ทิศ หรือโป๊ยก่วย
ไหว้พระราหูหน้าบ้านวันเสาร์หลัง 6 โมงเย็นโดยมีของไหว้ดังนี้
กาแฟดำ 1 แก้ว
เฉาก๊วย 1 ถ้วย
องุ่นดำ 1 ถ้วย
ธูปดำ 8 ดอก
เทียนดำ 2 เล่ม

ตอนนี้ก็กำลังเตรียมการที่จะไหว้ราหูตามที่อาจารย์แนะนำมา

Thursday, March 19, 2009

ตกงาน ป่่วย ติดหนี้ ไม่มีความสุข ทำไงดี(กระทู้จากพันทิป)

ผมได้อ่านกระทู้ที่ก๊อปปี้มาข้างล่างนี้ รู้สึกว่า บางคำตอบก็ให้กำลังใจดี ลองอ่านดูน๊ะครับ

ผมอายุ 26-27 ผมตกงานจากการที่ โดนหัวหน้างานเล่นงาน ผมยังมาป่วย จากโรคริดซี่ เพิ่งผ่าตัดมาไม่ถึงเดือน นั่งไม่ได้ ทรมานที่สุด ผมยังหวังรวยทางลัด เล่นการพนัน พี่สาวต้อง มาใช้หนี้บัตรเครดิต ผมไปสมัครงานกับคน ญี่ปุ่น เขาว่าผมย้ายงานบ่ อย ในรอบ 3 ปีผมทำมาเกือบ 10 บริษัท เขาไม่แม้กระ ทั่ง ดูผลงานผมเลย. ผมว่าผมเปึนแบบนี้ เพราะเปึนกรรมของผม ที่ทำในอดีต. ผมไ ปทำงานที่ใหนมีปัญหาตลอด กับเจ้านาย ผมเพิ่งไปลงทะเบียนคนว่างงานมา มีคนแบบผมอีกเยอะที่ตกงาน มันแย่ๆ จริงๆน่ะครับ คนเต็มตลอด พี่ๆครับผมควรทำอย่างไรดี. 1. แม่ผมให้กลับไปอยู่บ้าน 2. หางานต่อไ ปเรื่อยๆ เริ่มต้นชีวิตใหม่ 3. ทำงานอะไรก็ได้ ไม่ให้อดตาย 4.รักษาตัวเองให้หาย แล้วเริ่มหาอะไรทำ. ถ้าเป็นพี่ๆจะทำอย่างไรครับ หรือมันแค่เป็นช่วงหนึ่งในชีวิตคนเราครับ. เศร้าและแย่มากเลย

จากคุณ : planoy_nat - [ 19 มี.ค. 52 12:14:04 ]

ความคิดเห็นที่ 1

ผมก็เพิ่งจะตกงานครับ เจ้านายหนีกลับต่างประเทศไปแล้ว อายุก็ 35 แล้ว สมัครงานก็ยากหนี้สินก็เยอะครับ บัตรเครดิตทั้งนั้นเลย แต่ก็ยังต้องสู้ต่อไปครับ

จากคุณ : G_AOD - [ 19 มี.ค. 52 12:32:13 ]

ความคิดเห็นที่ 4

ใจเย็นๆนะคะ อย่าเพิ่งคิดมาก มันอาจจะเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เราเจอแต่เรื่องร้ายๆ แต่อย่าเพิ่งท้อแท้นะคะ ค่อยๆคิด ค่อยๆแก้ไปทีละอย่างค่ะ

ดูจากที่ คุณเล่ามา ภายใน 3 ปี น้องเปลี่ยนงานไปเกือบ 10 บริษัท อันนี้ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผุ้ใหญ่ หรือบริษัทเค้าสงสัยได้ค่ะ ว่าเป็นเพราะอะไร ทำไมเราถึงเปลี่ยนงานบ่อยขนาดนั้น เพราะคงไม่มีบริษัทไหน ที่จะรับคนมาแล้วโดยที่จะต้องมานั่งคิดว่า คนๆนี้อีกไม่นานก็ต้องออก เราคิดว่า อันนี้นคุณคงต้องศึกษาดูตัวเองด้วยนิดนึง ว่าตัวเรามีข้อเสียอะไร อย่างไร แล้วก็ควรจะปรับเปลี่ยนค่ะ

ส่วน เรื่องไม่สบาย อันนี้ก็ไม่อยากให้เครียดนะคะ เพราะถ้ายิ่งเครียด ก็จะยิ่งมีผลกับร่างกายด้วย พยายามค่อยๆคิด อย่าเครียดมาก พักผ่อน ออกกำงบ้าง จะได้แข็งแรง ร่างกายแข็งแรง จิตใจก็จะค่อยๆดีขึ้นนะคะ

สิ่ง ที่เราคิดว่าไม่ควรทำเลย ก็คือเรื่องการเล่นพนัน อันนี้คิดว่าคุณคงเห็นผลเสียของมันแล้วใช่ไหมคะ เพราะว่าตอนนี้พี่สาว ต้องมาเป็นคนใช้หนี้ให้ ถ้าเห็นผลเสียแล้ว ก็อย่าทำอีกเลยนะคะ ไม่มีใ:-)อย่างมีความสุขตลอดไปได้ด้วยการเล่นพนัน หรือการทำสิ่งทุจริตหรอกค่ะ เราเชื่ออย่างนั้น

ยังไงก็ขอให้กำลังใจคุณนะคะ อายุยังน้อย ก็ยังมีโอกาสค่ะ ถ้าหางานทำได้ ก็อยากให้อดทนกับทุกๆเรื่องนะคะ สู้ๆต่อไปค่ะ


จากคุณ : pj_job - [ 19 มี.ค. 52 12:54:31 ]

ความคิดเห็นที่ 6

เอาน่า วันนี้ไม่ใช่วันของเรา
ค่อยๆประคองให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้
เช้าพรุ่งนี้อาจมีเรื่องดีๆเข้ามาก็ได้
ลองนึกถึงคนป่วย, คนพิการ ที่เขาต้องต่อสู้กับปัญหาที่หนักหนากว่าเรา
เรายังโชคดีกว่าอีกหลายคนนัก
สู้ๆนะคะเป็นกำลังใจให้ค่ะ

แก้ไขเมื่อ 19 มี.ค. 52 13:35:46





จากคุณ : SOprapa (deco_mom) - [ 19 มี.ค. 52 13:35:06 ]

ความคิดเห็นที่ 7

มันเป็นแค่ช่วงชีวิตหนึ่ง หรือไม่ก็อาจจะเป็นทั้งชีวิต ไม่มีใครรู้หรอกค่ะ
แต่ที่รู้คือ ต้องสู้ ต้องสู้ถึงจะชนะ

สมัยก่อนมีอยู่ช่วงหนึ่ง
ต้องอาศัยเพื่อนอยู่ ไม่มีที่นอนไม่มีหมอนนอนด้วยซ้ำ
มีเงินติดตัวไม่กี่ร้อยบาท ซึ่ง ยังไม่รู้ว่าจะมีอีกเมื่อไหร่
คือมองไม่เห็นอนาคต

กินมาม่าทุกวัน แถมกินวันละมื้อ ที่เหลือน้ำ บางวันก็กินข้าวกับไข่เค็ม คลุกน้ำพริกเผา

เคยไม่มีจะกิน เพราะต้องเก็บเงินไว้เป็นค่ารถไปทำงาน ที่จะได้เงินหลังจบงาน อีก 15 วัน

โชคดีมาก ที่ได้จัดชิม ทูน่ากระป๋อง โดยทำเป็นแซนวิชให้ลูกค้า
เราก็ทำเอาไว้กินเองด้วย น้ำก็ไปกดเอาของฟรีในห้าง
เวลาเลิกงาน ก็ไม่อยากเข้าห้องเพื่อนเร็ว เพราะกลัวเพื่อนชวนไปกินข้าว
ไม่มีตังค์นี่ ไม่รู้จะบอกเพื่อนยังไง แค่มันให้นอนก็รบกวนแย่แล้ว

เลยนั่งมันอยู่ข้างตึก นั่งกินแซนวิชที่แอบใส่ถุงกลับมาเป็นมื้อค่ำ
แมวตัวหนึ่งเดินผ่านสงสัยได้กลิ่นทูน่า มาร้องเมี้ยวอยู่ตรงหน้า
เลยแบ่งให้แมวกิน แบ่งกันคนกับแมว

ตอนนั้นได้แต่มองฟ้าอธิษฐานในใจขอให้อยู่รอดไปถึงวันที่เงินออก

ทำงานกับบริษัทรับจัดโปรโมทสินค้า มีงานบ้างไม่มีบ้ง เพราะเราเป็นเด็กใหม่
จนวันหนึ่ง...ไม่มีงาน...

ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี จำได้ว่าตอนไปจัดชิมนมถั่วเหลือง
ได้จดเบอร์ อีกบริษัทไว้ เลยโทรไปสอบถามและไปสมัคร
ไม่รู้ว่าโชคช่วยหรือเราสัมภาษณ์ได้ดี เพราะหลังชนฝาต้องสู้มันทุกอย่าง
วันรุ่งขึ้นบริษัทเรียกตัวไปทำงาน
โชคดีมาก เพราะตอนนั้นมีเงินติดตัวแค่ 500 บาท

ด้วยความเป็นเด็กใหม่ หน้าตาผิดระเบียบดูร้ายๆ งานเลยน้อยกว่าคนอื่นเค้าแต่เราก็สู้ไม่เป็นไร
สักวันเวลาจะพิสูจน์เอง
ทุกอย่างเหมือนจะดี แม้งานน้อยกว่าคนอื่นแต่ 15 วันรับ 2000-3000 ก็โอเค
แต่แล้ว เวลาลงก็มาอีกหน...
บริษัทใหญ่มีการจัดระบบใหม่ ลดพนักงานจัดชิมพาร์ทไทม์

คุณรู้มั้ย เหมือนโชคช่วยอีกครั้ง เราเข้าบริษัทไปช่วยงานเล็กๆน้อยๆทุกวัน
ได้เงินบ้างไม่ได้บ้าง จนเค้ารับเป็นชั่วคราวแบบประจำออฟฟิศ
ได้พี่คนหนึ่งช่วยพูด

คำแรกที่หัวหน้าพูดกับเรา คือ รับก็ได้แต่แต่งตัวดีๆหน่อย

ใจเรามันร้องไห้เลยนะ เสื้อผ้าเราตอนนั้นนะมีแต่มือสอง
แล้วมือสองสมัย 7-8 ปีที่แล้ว มันไม่ได้แฟชั่นแบบตอนนี้
มันก็เชยๆ ทำไงได้ เงินต้องเก็บไว้เป็นค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่ากิน
เราจึงต้องประหยัด

จนมาถึงทุกวันนี้สบายกว่าเก่าเยอะ

อยากบอกว่า แม้วันนี้เราไม่ได้รวยจนล้นฟ้า
เราไม่ได้เก็บบทเรียนที่ไม่มีจะกิน
จนอยากรวยจะได้ไม่กลับไปเป็นแบบนั้นอีก

แต่จากที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่า..
ไม่ตายก็หาใหม่ได้เพียงใจสู้
ชีวิตมีขึ้นมีลง มีได้ก็ต้องมีเสีย
ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรถาวรคงทน

มันก็แค่บททดสอบจากฟ้าที่เราต้องฝ่าไปให้ได้

รู้จักปรับปรุงปรับเปลี่ยน กับสถานการณ์ และรู้จักมองตัวเอง...
อย่าท้อ อย่าถอย แต่ให้ตั้งหลักให้มั่น สู้ไปใจอย่ายอมแพ้...


จากคุณ : โอ้ย...แจ่ม - [ 19 มี.ค. 52 14:45:42 ]

ความคิดเห็นที่ 8

อดทนหน่อยนะคะ มีทุกข์ย่อมมีสุขคะ อดทนรอจนถึงวันนั้นให้ได้ ย้อนกลับมาดูจะรู้สึกว่าเราได้ผ่านมันมาจนได้ แล้วเราจะมีความสุขคะ

จากคุณ : Janhi - [ 19 มี.ค. 52 14:56:28 ]

ความคิดเห็นที่ 9

อ่าน คห.7แล้วน้ำตาจะไหลค่ะ สู้ชีวิตดีจริงๆ นับถือมากมายค่ะ อยากให้กิฟท์หมดตัวเลย

อยาก บอก จขกท.ว่าให้อดทนนะคะ ลองมองดูตัวเอง ว่าตัวเองมีข้อเสียตรงไหนบ้าง ยอมรับความจริงแล้วปรับปรุงจุดนั้น ช่วงที่ชีวิตเลวร้ายสุดๆ เราจะค้นพบสัจธรรมมากมายค่ะ ไม่เคยมีใครที่จะไม่ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายนะคะ เพียงแต่เรื่องราวจะแตกต่างกันไป ไม่มีใครแย่กว่าใคร เรื่องของใครก้อแย่ที่สุดสำหรับคนๆนั้น

ปัญหาที่เราเจอจะทำให้เราแข็งแกร่งและมีภูมิต้านทานมากขึ้นนะคะ


จากคุณ : Auguri - [ 19 มี.ค. 52 15:36:02 ]

ความคิดเห็นที่ 10

1. จงแปลงความทุกข์นั้นให้เป็นแรงขับ เป็นพลังแฝง เหมือนสปริงชั้นดีที่ถูกกดดันมากเท่าไหร่ มันก็จะแปลงแรงกดนั้นเป็นพลังแฝงมากขึ้นเท่านั้น

2. วิกฤตในบางครั้ง ก็คือจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่กลับจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้นกว่าเดิม เพียงแต่ว่าจะมองวิกฤตนั้นเป็นโอกาสแบบคนคิดบวก หรือจะมองว่าเป็นอุปสรรค แบบคนคิดลบ

3. แรงเสียดทาน ทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ คุณจะล้มเมื่อเดินบนพื้นลื่น

4. คนเราทุกคนอาจจะเรียนศาสตร์ได้เท่าเทียมกัน แต่สิ่งที่จะทำให้คนเราแตกต่างกันก็คือ ใครจะสามารถแปลงศาสตร์ให้เป็นศิลป์ ได้มากกว่ากัน

5.เมื่อมีความผิดพลาด พึงระลึกไว้ว่า “ผิดเป็นครู” และพยายามเรียนรู้จากความผิดพลาดให้มากที่สุด ทั้งของตัวเองและผู้อื่น

6. เจ เค โรวลิ่ง สามารถพลิกตัวเองจากคนตกงาน ไม่มีแม้ข้าวจะกิน กลับกลายเป็นสตรีที่รวยที่สุดบนเกาะอังกฤษ ได้ภายในสิบปี

7. ความสุขที่แท้จริงคือ ความสุขอันเกิดมาจากนามธรรมซึ่งเงินซื้อไม่ได้ เช่น ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ของคนในครอบครัว

8. ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเราในปัจจุบัน ถ้าเทียบแล้ว สะดวกสบาย และดีกว่า ฮ่องเต้ในสมัยโบราณ

9. ความทุกข์ มักจะมาจากการเปรียบเทียบ

10. สุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง คือความสำเร็จที่สำคัญที่สุด

11. วันใดที่มีความสุข วันนั้นจะหายเหนื่อย ต้องมีสักวันที่เป็นวันของเรา

12. ขมก่อนแล้วจะยิ่งหวาน แต่ถ้าหวานก่อนแล้วจะยิ่งขม

(รวบรวมมาจากหนังสือ เดอะท็อปซีเคร็ตII )


จากคุณ : ปัจจตัง - [ 19 มี.ค. 52 17:01:38 ]

ความคิดเห็นที่ 12

เราก็ สู้ เหมือน กัน เราก็ เจออะไรแย่ๆๆมาเยอะคะ แต่ เราโชคดี ที่ มี คุณแม่ เพื่อนๆ พี่ๆ ที่เข้าใจคะ

ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นอย่างมีสตินะคะ เราไม่ได้เกิดมาพร้อมทุกอย่าง แต่ ก็ ไม่ได้ หมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสที่จะมีพร้อมนี่คะ

ใจสำคัญสุด ทำใจให้นิ่งคะ

สู้ๆๆ


จากคุณ : ดร.วิกานดา - [ 19 มี.ค. 52 17:30:03 A:119.31.49.107 X: TicketID:189066 ]

ความคิดเห็นที่ 15

มีคนที่เป็นเหมือนคุณเยอะไปค่ะ

ดิฉันเองก็ด้วย

1. ตกงาน

2. มีหนี้ต้องผ่อนชำระ

3. มีบ้านต้องผ่อนส่ง

4. ไม่มีเงินแล้วววววววว

5. แม่ไม่ต้อนรับกลับบ้าน ไม่พร้อมจะช่วยเหลือ

6. ก้มหน้าหางานมาทั้งเขตที่อยู่แล้ว ครบทุกบริษัทแล้ว ยังไม่ได้

7. หางานต่อไปอย่างยากเย็น

ตามนั้นค่ะ

ชีวิตไม่สิ้น ก็ดิ้นกันไปค่ะ สู้เว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย


จากคุณ : สะดุ้งสุดตัว - [ 19 มี.ค. 52 18:43:36 ]

 

© 2013 คนตกงาน. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top