Showing posts with label ไร้สังกัด. Show all posts
Showing posts with label ไร้สังกัด. Show all posts

Sunday, February 20, 2011

พักผ่อนตะลอนกรุง

ทำงานเครียดมานานไม่ค่อยได้พักผ่อน วันนี้ต้องสลัดงานที่ทำทิ้งออกไปเสียบ้าง ว่าแล้วก็ออกเดินทางประมาณสิบโมงเศษๆ

วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น วันที่ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะนั่งรถเมล์ก็ต้องรอรถเมล์ฟรี ถ้าไม่ฟรีก็ไม่นั่ง เพราะเป็นสิ่งที่เราสามารถประหยัดได้ในช่วงเวลานั้น แต่วันนี้ตั้งใจจะนั่งรถเมล์แอร์ให้เย็นสบายช่ำอุรา รอแล้วรอเล่าก็ไม่มา รถร้อน(ฟรี)ผ่านไป 2 คัน คันที่ 3 มาอีกก็เลยรีบก้าวขึ้นไปอย่างไม่รอรี ได้นั่งรถฟรีทั้งที่อยากจะนั่งรถแอร์ แปลกใจจริงๆ ที่ว่า ในช่วงที่ชีวิตลำบาก อยากนั่งรถฟรี แต่รถฟรีไม่ค่อยมา แต่วันนี้อยากนั่งรถแอร์เสียตังค์ แต่รถแอร์ไม่ยอมมา นี่แหละคือความไม่สมดุลย์ของชีวิต

นั่งรถฟรีสบายใจไปจนถึงสนามหลวง แวะศาลหลักเมืองทุกครั้งที่ผ่านเส้นทางนี้ วันนี้เป็นวันพิเศษ มีผู้คนมากหน้าหลายตาไปกราบไหว้ศาลหลักเมือง รวมทั้่งเข้าไปชมวัดพระแก้ว

เส้นทางเดินเที่ยวของผมก็ซ้ำๆ เหมือนเดิม คือ ไปเดินบ้านหม้อ พาหุรัด สะพานเหล็ก คลองถม สำเพ็ง ถ้ามีแรงก็ไปต่อที่พันธ์ทิพย์ที่ประตูน้ำ แต่วันนี้หมดแรงเสียก่อน

แน่นอนว่า อาหารที่กินประจำก็จะเป็นร้านข้าวแกงอยู่ที่ตลาดบ้านหม้อ เป็นทางเดินลัดไปอีกซอย ไม่รู้ว่าชื่อซอยอะไรเหมือนกัน กับข้าว 2 อย่าง 40 บาท ก็ถือว่าราคาเหมาะสม จะสั่งอย่างเดียวกินก็ได้ หลังจากกินเสร็จก็มีเรี่ยวแรงเดินต่อไปๆ

เรื่องกินมันเรื่องใหญ่ ปอเปียะขาหมูคลองถม อีกแล้ว เพิ่งกินมาได้สองชั่วโมงกว่าๆ ก็ซัดไปอีก ราคา 40 บาท ก็ของมันเคยกิน ผ่านไปก็ต้องกินประจำ โต๊ะไม่มีให้นั่ง มีแต่เก้าอี้ มือหนึ่งถือจาน อีกมือถือตะเกียบ วิชาไม่แก่จริงกินอยากเหมือนกันน๊ะครับ สำหรับผมสบายบรื๋อ

เดินจนขาลากแทบกระอักเลือด ขากลับขอนั่งรถแอร์เย็นๆ สบายๆ กลับดีกว่า ไม่ไหวครับ อากาศร้อนมาก ตับแทบแตก เดินเลยสะพานเหล็กมาหน่อย หน้าเมอรี่คิงจะมีป้ายรถเมล์ ตอนนี้เมอรี่คิงไม่มีแล้ว หรือแค่ตึกร้างๆ ก่อนหน้านี้คึกคักพอสมควร ไม่รู้ว่าทำไมปิด นั่นรถเมล์สาย 5 เป็นรถแอร์ 10 บาทตลอดสาย นั่งสบาย แอร์เย็นช่ำจะได้กลับบ้านเสียที

เพิ่มมาถึงบ้านไม่นานก็เปิดเน็ต ตรวจเช็คงาน ทำโน่นทำนี่ไปตามระเบียบ

วันนี้เหนื่อย แต่สุขใจจริงๆ...

Saturday, February 5, 2011

เริ่มต้นใหม่ได้ทุกครั้ง ไม่มีคำว่าสาย

ไม่ได้อัปเดทบล็อกมาหนึ่งปีเต็มเนื่องจากภาระกิจที่ต้องทำเพื่อความอยู่รอด และแล้วผมก็อยู่รอดได้โดยเป็นนายของตัวเอง ไม่ต้องกำหนดตารางการทำงาน ไม่ต้องมีกรอบความคิดใดๆ มาปิดกั้น

2 ปีกว่าที่เร่ร่อนอยู่บนยุทธจักรการหาเงินออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่ยากเกินความพยายาม จากคนที่มีหนี้สิน ต้องกู้เงินเพื่อประทังชีวิต จนกระทั่งทุกวันนี้ผมมีรายได้ที่มากพอที่จะทำให้ผมใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย

จากความผิดพลาดของชีวิต ทำให้ชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์เหมือนตกอยู่ในนรกเกือบ 2 ปี แต่ด้วยกำลังใจที่เปี่ยมล้น ไม่ได้มาจากใครที่ไหน เกิดจากภายในใจเราเอง ทำให้ผมมีแรงสู้มาได้จนถึงทุกวันนี้

ชีวิตในสายตาคนอื่นก็เหมือนคนตกงานอยู่เหมือนเดิม แต่ผมก็มีรายได้เยอะกว่าหลายๆ คนในตอนนี้ก็แล้วกัน ผมมีรายได้จากไหน ทำอะไร ทำอย่างไร ผมคงไม่สามารถบอกได้ เพราะมันเป็นความลับในการทำงาน แต่เป็นงานที่สุจริตแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์

สิ่งแวดล้อมที่ดูแตกต่างสุดขั้วจากอดีต ทำให้ผมได้รับรู้หลากหลายชีวิต ความคิดที่แตกต่าง ไม่มีใครถูกหรือผิด แต่มันคือความคิดที่ต่างกัน และไม่มีทางที่จะทำให้เหมือนกันได้ของคนหมู่มาก ด้วยความคิดที่แตกต่างของคน ทำให้ผมสามารถมองเห็นธุรกิจต่างๆ มากมาย แต่เวลานั้นยังมาไม่ถึง เพราะด้วยภาระกิจที่ต้องทำในตอนนี้มันมากเหลือเกิน จนไม่สามารถกำหนดระยะเวลาเสร็จสิ้นได้ หลายๆ สิ่งก็เป็นเพียงแผนการณ์เท่านั้น และซักวันจะกลายเป็นจริง

คนที่กำลังท้อ หรือหมดหนทาง นั่นเป็นเพียงความคิดของตัวคุณเองเท่านั้น เพราะไม่คิดหาหนทางอื่น เพราะคิดแต่สิ่งสะดวกสบาย เพราะคิดแต่สิ่งที่เราเคยชิน หนทางมันก็แคบ ปล่อยวางทุกอย่างให้เป็นศูนย์ และเริ่มต้นจากศูนย์ นับต่อไปเรื่อยๆ ซักวันมันก็เป็นหนึ่ง สอง สาม จนได้

Friday, January 15, 2010

ขออัปเดทหน่อยแบบงงๆ มึนๆ

งงๆ ตัวเองจริงๆ เลยวันนี้ จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มอะไรดีมันเยอะไปหมด หรือว่าเป็นเพราะจะเกิดสุริยุปราคาวันนี้ก็ไม่รู้ทำให้รู้สึกงงๆ มึนๆ ยังไงชอบกล

เวลาที่เรามีงานจนล้นมือ หรือสิ่งที่อยากทำมากจนเกินไป มันก็จะเกิดอาการงงๆ มึนๆ มึนๆ งงๆ

หลายมันมาแล้วที่กิจวัตรที่เคยทำได้เปลี่ยนไป จากที่เคยได้พักผ่อนช่วงเที่ยงกับตอนเย็น ก็ไม่ได้พัก มัวแต่โหมทำงาน สงสัยสมองและร่างกายจะเริ่มไม่ไหว เอาเป็นว่าวันนี้จะขอพักผ่อนดีกว่า จะรอดูสุริยะคราส เท่าที่ฟังมาน่าจะเริ่มปรากฏการณ์ประมาณบ่ายสองถึงสามโมงกว่าๆ

ยังงั้นไปต้องรอดูดีกว่า วันนี้พักผ่อนหนึ่งวัน

ผมไม่ค่อยได้อัปเดทบล็อกนี้ซักเท่าไหร่ เนื่องจากมีงานอย่างอีกต้องทำเยอะมากๆ กลัวว่าบอทจะลืมก็ขออัปเดทซักหน่อยแบบงงๆ มึนๆ

สวัสดี วันที่ 15 มกราคม 2553 วันเกิดสุริยุปราคา

Sunday, October 25, 2009

เที่ยวกรุงสุดประหยัดกันอีกรอบ

วันนี้ถือว่าเป็นวันที่โอกาสอำนวยเป็นอย่างยิ่ง ความจริงตั้งใจเอาไว้หลายต่อหลายครั้ง หากด้วยภาระกิจหลาย ๆ อย่างยังไม่สำเร็จลุล่วงตามที่หมายไว้ก็เลยไม่ได้ออกไปเห็นแสงเดือนแสงตะวันมาเป็นแรมเดือน เล่นเอาหลาย ๆ คนสงสัยว่าทำไมเก็บเนื้อเก็บตัวจังช่วงนี้ ก็ไม่ใช่อะไรหรอก ก็เพราะภาระกิจหาเงินออนไลน์มันยังติด ๆ ขัด ๆ อยู่

นั่งทำงานไปคิดไป บรรยากาศไม่เคยเปลี่ยนก็อาจจะทำให้ความคิดมันเฉือนชาลงไป ว่าแล้วก็ได้ฤกษ์ที่จะออกธุดงค์ตอนเวลา 10.30 วันนี้ตั้งใจจะไปเดินเล่นพันธ์ทิพย์กับห้างเพลทตินั่ม ห้างพันธ์ทิพย์ก็คงจะเหมือน ๆ เดิมเพราะเพิ่งไปมาไม่นาน แต่ห้างเพลทตินั่มไม่เคยไปสัมผัสข้างในซักที

มุขเดิม ๆ ของผมครับ คือต้องนั่งรถเมล์ฟรี และผมก็ค่อนข้างจะโชคดีเพราะนั่งตั้งแต่เกือบต้นสายจนจะสุดสาย ก็เลยไม่ต้องยืนให้เหนื่อย จุดหมายแรกก็อยู่ที่สนามหลวงเช่นเคย แล้วก็นั่งสาย 2 ต่อไปลงที่ประตูน้ำ(ป้ายรถเมล์จะอยู่ตรงข้ามกับห้างพันธ์ทิพย์พอดิบพอดี) ว้า เที่ยงซ่ะแล้ว นี่ใช้เวลาเิดินทางชั่วโมงครึ่งเลยเหรอเนี๊ยะ อย่างนั้นก็ต้องไปที่ฟู๊ดเซ็นเตอร์ก่อนดีกว่า หนัีงท้องตึงหนังตาจะได้ย่อน เอ้ย...ไม่ใช่ จะได้มีแรงเดินเที่ยวเล่นยังไง

Wednesday, October 7, 2009

บทความดี ๆ ที่อยากให้อ่าน

ก่อนอื่นต้องขออนุญาติอย่างไม่เป็นทางการสำหรับคนที่โพสไว้ที่บอร์ด http://www.thaiseoboard.com/ โดยใช้นามว่า EAK099 อาจจะยาวซักหน่อยแต่อยากให้อ่านแล้วจะรู้ว่า คุณควรจะปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร

ผมก็ทำธุรกิจผ่านเน็ต เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จาก Online Marketing เป็นตัวจักรสำคัญในการดำเนินธุรกิจ

แต่นอกจากความสามารถพิเศษทางด้าน Online Marketing แล้ว การทำธุรกิจต้องอาศัยทักษะพิเศษมากกว่านั้น

ถ้าคุณทำได้ คุณมีเงินใช้แน่นอน

อย่าตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา  ร้องไห้

ผมมักจะเห็นคนบางคนบ่นไม่มีเงินใช้ นั่นเป็นเพราะอะไร ?
จากการสังเกตุส่วนตัว คุณลองมองดูตัวเอง
1. ผมตื่นแต่เช้า เริ่มทำงาน (คุณทำหรือไม่)
2. ผมมีงานให้ทำเยอะมาก เวลา 9 - 12.00 น.ผ่านไปอย่างรวดเร็ว (คุณยังนอนอยู่ ?)
3. ผมต้องรีบทานอาหารเช้า + อาหารกลางวันด้วยความเร่งรีบ (คุณพึ่งตื่น)
4. ผมกลับมา จัดการงานให้เรียบร้อย ถึง 1 ทุ่ม ด้วยความทุ่มเท แรงกาย แรงใจ (คุณยังสลึม สลืออยู่ ?)
5. 20.30 น. ผมกลับถึงบ้าน เขียนกำหนดการของงานวันพรุ่งนี้้ (คุณนั่งเล่นเน็ต ทำงานนิดหน่อย ออกไปสังสรรค์)
6. 22.00 น - 23.00 น. ผมนั่งปรับแต่งข้อมูลในเวปไซด์ ให้ดูดียิ่งขึ้นทุกวัน (คุณนั่งดูทีวี ? เล่นเกมส์ ?)
7. ผมตื่น 07.00 น. เตรียมอาบน้ำไปทำงาน และ จัดตารางงานให้แน่ใจว่าจะทำให้ครบทุกอย่าง (คุณนอนหลับสบาย ?)

Saturday, September 26, 2009

ในที่สุด...แค่ลงมือทำ แค่นั้นเอง!!!!

บังเอิญไปเจอกระทู้ดี ๆ จากพันทิพเช่นเคย โพสโดยคุณ Dekmong อ่านดูแล้วก็เข้าท่าเข้าที เขียนค่อนข้างดีพอสมควร ก็ขออนุญาตินำมาเก็บไว้ที่บล็อกของผมน๊ะคร้าบบบบ

คุณเคยคิดกันไหมคะว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตที่เกิดมา เป้าหมายในชีวิตของคุณ คืออะไร? ตอนเด็กๆ หากคุณครูหรือใครก็ตามถามว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร คำตอบที่ได้ยินคงไม่พ้น เป็นหมอ เป็นครู เป็นทหาร และอีกหลาย ๆ อาชีพนับไม่ถ้วน

แต่...ถ้าถามว่า จะมีซักกี่คนที่สามารถเปลี่ยนความฝันให้เป็นความจริงได้คิดว่าคำตอบที่ได้คงไม่ถึง 1 ใน 3

ดิฉันขอแชร์ประสบการณ์ของตัวเองหน่อยนะคะ

ดิฉันเองเป็นเด็กในจำนวนเด็กหลายๆคนที่เคยตอบคุณครูกลับไปว่าอยากเป็นหมอ เพราะหมอเป็นอาชีพที่ดูสวยหรู เป็นหมอได้รักษาคน ได้ช่วยพ่อแม่ญาติพี่น้อง และที่สำคัญ คิดว่าได้เงินเยอะ (มากๆ)

แต่พอโตขึ้นมาอีกนิด ความคิดก็เปลี่ยนไป เนื่องจากสติปัญญาไม่เอื้ออำนวย บอกกับความขี้เกียจที่เริ่มทวีคูณขึ้นตามอายุ และวัยวุฒิที่มีมากขึ้น ทำให้สรุปได้ว่า อาชีพหมอมันคงไม่ใช่อาชีพที่ใช่สำหรับเราอีก คราวนี้เลยเกิดปัญหาหนักว่า แล้วอาชีพที่เราชอบ เราอยากทำล่ะ คืออะไร?

Wednesday, September 23, 2009

ขอได้โปรด

"คุณไม่ควรกระทำการใด ๆ ที่มีผลกระทบต่อภาวะจิตใจของลูกหรือเด็ก รวมทั้งพฤติกรรมการแสดงออกต่าง ๆ ที่จะส่งผลในทางลบ

นั่งฟังข้างบ้านทะเลาะกัน ความจริงแล้วก็ไม่ได้ตั้งใจจะฟังแต่เนื่องจากเสียงค่อนข้างดัง อีกทั้งกำลังทำงานและคิดอะไรหลาย ๆ อย่างอยู่ ก็เลยเสียสมาธิ ก็มานั่งเขียนเรื่องนี้แหละ

ความจริงแล้วผมก็ได้ยินผัวเมียคู่นี้ทะเลาะกันอยู่บ่อย ๆ และก็ไม่สนใจอะไรถ้าหากไม่มีเสียเด็กร้องตามมาด้วยเป็นระยะ ๆ ครับเป็นลูกของคนทั้งคู่นั่นเอง จะด้วยเพราะความยากจน หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเศร้าใจทุก ๆ ครั้งก็คือ ลูกเล็กของเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วยทุกครั้ง

Wednesday, September 9, 2009

9/9/09 9:09 ก่อนเที่ยง เวลาที่รอคอย

9/9/09 9:09

เห็นหลาย ๆ คนกำลังให้ความสนใจกับวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 2009 - 9 นาฬิกา 9 นาที ซึ่งถ้าเขียนเรียงเป็นตัวเลขก็จะได้เลข 9/9/09 9:09 ผมก็ขอเกี่ยวกระแสไปด้วยคนแต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องอาถรรพ์หรือเหตุการณ์ที่มันจะเกิดขึ้น ยังไงก็จะเฝ้ารอติดตามข่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้

ในความเป็นจริงแล้วหลังจากเริ่มต้นศตวรรษที่ 21 ตัวเลขประเภทนี้ก็มีให้เห็นอยู่ทุกปี ลองดูน๊ะครับ

ปี 2001 วันที่ 1 มกราคม 2001 - 1 นาฬิกา 1 นาที ก็จะได้เลข 1/1/01 1:01
ปี 2002 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2002 - 2 นาฬิกา 2 นาที ก็จะได้เลข 2/2/02 2:02
ปี 2003 วันที่ 3 มีนาคม 2003 - 3 นาฬิกา 3 นาที ก็จะได้เลข 3/3/03 3:03
ปี 2004 วันที่ 4 เมษายน 2004 - 4 นาฬิกา 4 นาที ก็จะได้เลข 4/4/04 4:04
ปี 2005 วันที่ 5 พฤษภาคม 2005 - 5 นาฬิกา 5 นาที ก็จะได้เลข 5/5/05 5:05
ปี 2006 วันที่ 6 มิถุนายน 2006 - 6 นาฬิกา 6 นาที ก็จะได้เลข 6/6/06 6:06
ปี 2007 วันที่ 7 กรกฎาคม 2007 - 7 นาฬิกา 7 นาที ก็จะได้เลข 7/7/07 7:07
ปี 2008 วันที่ 8 สิงหาคม 2008 - 8 นาฬิกา 8 นาที ก็จะได้เลข 8/8/08 8:08

ปี 2009 วันที่ 9 กันยายน 2009 - 9 นาฬิกา 9 นาที ก็จะได้เลข 9/9/09 9:09
ปี 2010 วันที่ 10 ตุลาคม 2010 - 10 นาฬิกา 10 นาที ก็จะได้เลข 10/10/10 10:10
ปี 2011 วันที่ 11 พฤศจิกายน 2011 - 11 นาฬิกา 11 นาที ก็จะได้เลข 11/11/11 11:11
ปี 2012 วันที่ 12 ธันวาคม 2012 - 12 นาฬิกา 12 นาที ก็จะได้เลข 12/12/12 12:12


ถ้ายังจำกันได้กีฬาโอลิมปิคปีที่แล้วที่จัดที่ประเทศจีนใช้ฤกษ์ 8/8/08 8:08 เพื่อเปิดกีฬาโอลิมปิค

ถ้าเราใส่วินาทีไปด้วยก็จะดูขลังมากขึ้น เช่น ปี 2009 วันที่ 9 กันยายน 2009 - 9 นาฬิกา 9 นาที 9 วินาที ก็จะได้เลข 9/9/09 9:09:09 ซึ่งจะนับตัวเลขทั้งหมดได้ 9 ตัว

ความจริงแล้วเลข 9 ก็มีความมหัศจรรย์อยู่ในตัวมันเองพอสมควร ลองมาดูกันต่อ

9 x 1 = 9
9 x 2 = 18 ( 1 + 8 = 9)
9 x 3 = 27 (2 + 7 = 9)
9 x 4 = 36 (3 + 6 = 9)
9 x 5 = 45 (4 + 5 = 9)
9 x 6 = 54 (5 + 4 = 9)
9 x 7 = 63 (6 + 3 = 9)
9 x 8 = 72 (7 + 2 = 9)
9 x 9 = 81 (8 + 1 = 9)
9 x 10 = 90 (9 + 0 = 9)
9 x 11 = 99 (9 + 9 = 18, 1 + 8 = 9)
9 x 12 = 108 (1 + 0 + 8 = 9)


ไม่ว่าเราจะเอาเลข 9 คูณกับเลขอะไร ผลรวมของตัวเลขจากการคูณจะได้ 9 เสมอในทุก ๆ กรณี

หลาย ๆ คนได้ใช้ฤกษ์นี้ในการเริ่มต้นหรือเปลี่ยนแปลงตนเอง เนื่องจากเลข 9 ถือว่าเป็นเลขมงคลของคนไทย ถ้าหากว่าใครที่ยังไม่ได้เริ่มต้นหรือลังเลใจที่จะทำอะไร ก็ให้ใช้ฤกษ์นี้เป็นจุดเริ่มต้น แต่ในความเป็นจริงของชีวิต การเริ่มต้นก่อนถือว่าเป็นการได้ก้าวไปข้างหน้าก่อน แต่ถ้าจะให้มีความมั่นใจในการก้าวก็ให้ถือฤกษ์ก็จะดี ยังไงก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเราได้ในยามที่ต้องเจอปัญหา

ขอให้โชคดีมีชัยกันถ้วนหน้าเด้อครับเด้อ

Wednesday, July 15, 2009

ข่าวดี!!! ครม. มีมติ ต่ออายุ 5 มาตรการ 6 เดือน จนถึง 31 ธ.ค

ข่าวดีสำหรับคนที่มีรายได้น้อยหรือกำลังตกงานอยู่ เมื่อวานนี้ผมก็ได้ข่าวมาว่า ครม. มีมติต่ออายุ 5 มาตรการ 6 เดือน จนถึง 31 ธ.ค ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกโล่งใจขึ้นไปอีก อย่างน้อยเราก็สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างจะย่ำแย่อยู่ในขณะนี้

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ต่ออายุมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ตามโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่จะสิ้นสุดในเดือนนี้ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอมา

อย่างไรก็ตาม การต่ออายุมาตรการดังกล่าวส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 1.1หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยตกประมาณเดือนละ 2พันล้านบาทสำหรับโครงการ 5 มาตรการ 6 เดือนเพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน ประกอบด้วย
1.มาตราการแบกรับค่าใช้จ่ายค่าน้ำประปา สำหรับผู้ใช้น้ำไม่เกิน 30 ยูนิต ซึ่งจะครอบคลุมผู้ใช้น้ำประปาทั้งในเขตนครหลวงและเขตภูมิภาค 8.6 ล้านคน
2.มาตรการแบกรับค่าไฟฟ้า สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย จากเดิมที่การใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วย ใช้ฟรี และ 80-150 หน่วย จ่ายครึ่งราคา ช่วยเหลือประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งในเขตนครหลวงและภูมิภาค
3.มาตรการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยรถประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะให้บริการรถเมล์ธรรมดาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ฟรี 800 คัน ใน 73 เส้นทาง
4.มาตรการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 ซึ่งจัดรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม 164 ขบวน และรถไฟชั้น 3 เชิงพาณิชย์ 8 ขบวน
5.ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน

Wednesday, March 4, 2009

ว่าด้วยเรื่องภาษีอากรกันอีกที

นั่งคิดอยู่นานหลายวันว่าจะเขียนเรื่องนี้ดีหรือเปล่าเพราะตัวผมเองก็ไม่กระจ่างชัดเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไร เอาเป็นว่าถ้าผมเข้าใจผิดอะไรไปก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย แต่จะมีใครที่จะคอมเม้นท์มาแก้บทความที่ผมเขียนหรือเปล่า อันนี้ก็สุดแล้วแต่ท่าน ๆ ทั้งหลายนั่นแหละครับ

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ผมต้องยื่นเรื่องเสียภาษีอากร วัตถุประสงค์ในการยื่นก็เพื่อที่จะขอคืนภาษีส่วนที่ชำระเกิน ในกรณีของผมคือการลาออกจากงาน และไม่ได้รับเงินชดเชยใด ๆ ทั้งสิ้น(ก็อยากลาออกเองนิ ไม่เห็นมีใครชวน) แต่เรื่องลาออกมันไม่ใช่ปัญหาหรอกครับ แต่มีความสงสัยบางประการ

วันนั้นผ่านมาประมาณเกือบสองอาทิตย์น่าจะได้ ผมต้องไปยื่นเอกสารเพิ่มเติมในกรณีลาออกจากงาน และหลักฐานรายรับในปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นผมก็เคยไปครั้งหนึ่ง แต่เอกสารไม่ครบก็เลยต้่องบากหน้าไปที่ทำงานเก่า(จริง ๆ ก็ไม่อยากจะโผล่ไปซักเท่าไร) เจ้าหน้าที่สรรพากรถามคำถามผมเหมือนกับไม่เชื่อในสิ่งที่ผมพูด คำถามนั้นก็คือ "ถ้ามีเงิืนชดเชยจากการลาออกจากงานก็ให้ใส่มาด้วย" ผมก็ตอบกลับไปว่า "ไม่มีครับในส่วนนี้" เจ้าหน้าที่ก็ยังบอกว่า "ถ้ามีก็ให้ขอหลักฐานมาด้วย" ผมเองก็เป็นงงว่าไม่เชื่อกันหรือไง

ครั้นถึงวันที่ส่งเอกสารเพิ่มเติมทั้งหมด ผมก็ยังได้รับคำถามเดียวกัน คือ ไม่มีเงินชดเชยการออกจากงานเหรอ ผมก็บอกว่า "ไม่มีครับ ดูที่นี่ได้รายรับรวมทั้งปี" เจ้าหน้าที่ก็ทำท่าเหมือนไม่เชื่ออีกแล้ว น่าเบื่อมาก ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเอกสารอะไรที่บ่งบอกว่าผมได้รับเงินชดเชย(ก็คนมันไม่ได้จริง ๆ นี่) แล้วก็ให้ผมเซ็นต์ชื่อ และเขียนกำกับว่า ลาออกจากงานโดยไม่ได้รับเงินค่าชดเชย และ่ลงวันที่ เป็นอันจบ

แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่ามันไม่จบแค่นี้หรอกครับในความคิดของผม

ผมคิดว่า เงินชดเชยอะไรต่าง ๆ นานา ที่คนทำงานจะได้รับไม่ควรจะนำไปคิดเสียภาษี เพราะนั่นหมายถึงการทำลายกันทางอ้อม บางคนที่ต้องออกจากงานด้วยสถานะการบังคับ หรือถูกปลดจากงาน อนาคตของคน ๆ นั้นก็ยังไม่เห็นหนทางอะไรชัดเจน การที่จะต้องเสียภาษีก็เหมือนกับเป็นบั่นทอนชีวิตของเขาไปด้วยเช่นกัน หลายคนอาจจะคิดว่า นี่เป็นความคิดของคนที่เห็นแก่ตัว แต่ถ้าคุณไม่ตกอยู่ในสถานะการณ์แบบนี้ การคิดอย่างนั้นของคุณก็คงไม่ผิด และสำหรับคนที่คิดอย่างนั้น ผมอยากให้สักวันหนึ่ง คุณอยู่ในสถานะการณ์เดียวกันกับผม แล้วคุณจะรู้ว่ามันเป็นอย่างไร

ผมมีเวลาไม่มากที่่จะเขียนบทความนี้ บางถ้อยคำอาจจะดูไม่สุภาพก็ต้องขออภัย แต่ให้เข้าใจถึงหลักใหญ่ใจความที่ผมต้องการจะสื่อเท่านั้นเป็นพอครับ หากผมเข้าใจอะไรผิดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

Saturday, February 28, 2009

จะรอ หรือจะเริ่ม คิดเอาเอง

เป็นเพราะความไม่มั่นใจในตนเองว่าจะทำธุรกิจได้ประสบผลสำเร็จหรือเปล่า การเดิมพันครั้งนี้มันช่างสูงนักและไม่อยากผิดพลาด แต่จะมีใครเล่าที่ไม่เคยทำธุรกิจแล้วไม่ผิดพลาด หลายคนวาดฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่ แต่นั่นก็ยังดีเสียกว่าที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลย

ผมก็ยังคงเป็นเช่นนั้นที่ไม่ต้องการพลาดในทุก ๆ โอกาสที่มี จนเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ยังไม่สามารถเดินก้าวไปได้ ทุก ๆ วันก็ได้แต่คิด คิด คิด แล้วก็คิด โดยที่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะได้เริ่มต้นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้าจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปมันคงไม่ดีแน่ มีอะไรก็ต้องทำไปก่อน อาจจะต้องอดทนและอึดสู้ รวมทั้งสร้างพละกำลังทั้งกายและใจให้พร้อมที่จะเริ่มต้น แม้จะยังมองไม่เห็นหนทางที่จะประสบผลสำเร็จ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มและสามารถปรับเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง ซึ่งจะดีเสียกว่าให้สิ่งนั้น ๆ เป็นเพียงแค่จินตนาการแล้วก็ตัดพ้อกับตัวเองว่ายังไม่เห็นหนทาง

วันที่หนึ่ง อาจจะต้องรอและอดทน
วันที่สอง อาจจะต้องรอและอดทน
วันที่สาม อาจจะต้องรอและอดทน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป อาจจะต้องรอและอดทน
หนึ่งเดือนผ่านไป อาจจะต้องรอและอดทน

ยังดีเสียกว่าไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย

ผมจะลุกขึ้นยืนและก้าววิ่งไปอย่างรวดเร็วและจะไม่รอเวลาอีกต่อไป

Friday, February 27, 2009

วังวนแห่งชีวิต จะฝ่าวิกฤติได้อย่างไร

บางครั้งการกระทำของตัวเราก็เหมือนดั่งคนขาดสติ ทำในสิ่งที่เคยผิดพลาดมาจนกลายเป็นความซ้ำซากและน่าเบื่อหน่ายในชีวิต ทุก ๆ ครั้งของการกระทำแล้วรู้สึกถึงความเสียดาย เสียใจและผิดหวัง เรามักจะบอกตนเองอยู่เสมอว่า เราไม่ควรที่จะทำอีกและหนีห่างจากมัน แต่ด้วยกิเลสและความมักได้ทำให้เผลอพลั้งไปจนตกอยู่ในความประมาทและรู้สึกผิดหวังกับการกระทำของตนเองทุก ๆ ครั้ง การเรียกสติกลับคืนมาทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นหรือ หรือว่าชีวิตยังเข้าไม่ถึงและยังมองไม่เห็นสัจจธรรมที่เป็นอยู่ คงต้องยอมรับความเป็นตัวตนของตนเอง สำรวจตนเอง และฝึกตนเองใหม่เพื่อที่จะก้าวต่อไปให้มั่นคง ไม่มีคำว่าสายสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่ และแน่นอนว่าหนทางข้างหน้าก็ยังมีหวัง ขอเพียงอย่าท้อและสร้างกำลังใจให้กลับตนเอง อย่าหวนนึกถึงแต่เรื่องราวในอดีตที่เคยผิดพลาด เพราะนั่นไม่ใช่หนทางที่จะก้าวไปข้างหน้า แต่กลับจะให้ตัวเราเองนิ่งอยู่กับที่ หรือเกินเลยไปกว่านั่น คือ ก้าวถอยหลัง



ผมยอมรับอย่างไม่อายว่า ผมก้าวถอยหลัง ถอยเสียจนจะไม่มีที่จะให้ก้าวต่อไป ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อบ่งบอกถึงชัยชนะที่เราก็สามารถสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ แต่จะมีหรือเปล่าสำหรับหนทางนั้นที่มันยังมืดมนอยู่ ณ ขณะนี้



วันนี้ผมคงต้องขอเรียกสติตัวเองกลับมาก่อน และไตร่ตรองในบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อที่จะไม่ก้าวถอยหลังอีก



ผมรู้ดีครับว่า หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจที่ผมเขียน เพราะมันเป็นอารมณ์ที่อยู่ในใจลึก ๆ ที่อยากจะระบาย และสะกดตัวเองให้มีสติ เผื่อวันใดวันหนึ่งผมพลาด หรือประสบผลสำเร็จ ผมจะไม่ลืมระลึกถึงบทความนี้ที่คอยสร้างให้ผมมีสติขึ้นมา

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบอกแบบตรงไปตรงมาได้อย่างไร ว่าอะไรที่ผมกำลังถอยหลัง ว่าอะไรที่ทำให้ผมขาดสติ แต่ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า หลาย ๆ คนก็คงจะเป็นเหมือนผม คือ ก้าวถอยหลังอย่างขาดสติเช่นกัน ถ้าเรารู้ตัวเราดีแล้วก็ขอให้หยุดและเริ่มก้าวต่อไปข้างหน้ากันเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีผมเดินไปพร้อม ๆ กันทุก ๆ ท่านและจะคอยเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คน รวมทั้งตัวผมด้วยเช่นกัน

อย่าลืมน๊ะครับ ถ้าเราไม่มีสติ ปัญญาก็จะยังไม่เกิดด้วยเช่นกัน เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า สติมาปัญญาเกิด

ขอให้โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

ปล.วันนี้มาแปลก เขียนอะไรไม่รู้เรื่องต้องขออภัยด้วยครับ

Monday, February 16, 2009

คนตกงาน มุมหนึ่งประเทศไทย

หลาย ๆ คนคงเป็นทุกข์กับสถานะการณ์ต่าง ๆ ที่ตัวเองจะต้องเผชิญหลังจากต้องอำลาจากงานที่เคยทำ และเพื่อนร่วมงาน ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์กับสภาพที่คุ้นเคยมานานแสนนานก็ย่อมมีผลต่อจิตใจ แต่...นั่นเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่คุณอาจจะรู้สึก ผมอยากให้ทุก ๆ คนเข้มแข็งพอที่จะก้าวเดินต่อไป สำหรับเพื่อนร่วมงานแล้ว ไม่ว่าเราจะยังคงทำงานอยู่ที่เดิมหรือไม่ก็ตาม เพื่อนก็ย่อมยังเป็นเพื่อนอยู่วันยังค่ำ และไม่มีทางแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกจากว่าคุณจะไม่มีเพื่อนแท้เลย

ความรู้สึกสับสน อ้างว้าง และโดดเดี่ยวก็อาจจะมีมากบ้าง น้อยบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่จะสามารถควบคุมมันได้ แต่ไม่ช้าไม่นาน คุณก็จะรู้ว่า คุณเองมีความเข้มแข็งแค่ไหน สำหรับผมก็ยังคงต้องใช้เวลาต่อไปที่จะต้องก้าวเดินถึงแม้ว่าหนทางที่มองไปข้างหน้าจะเลือนลางมากสำหรับตัวผมเอง แต่ก็นั่นแหละ มีแค่ตัวเราเองเท่านั้นที่จะสามารถควบคุมความรู้สึก และสถานะการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้

ผมอยากจะบอกว่า ตั้งแต่ผมเกิดมา ผมไม่เคยเห็นใครอดข้าวตายเลยซักคน มีแต่ที่จะคิดทำร้ายตัวเองเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์ แต่ผมอาจจะโชคดีกว่าหลาย ๆ คนตรงที่ ผมไม่ค่อยจะมีหนี้สินซักเท่าไร แม้ว่าตอนนี้เงินผมแทบจะไม่มีเลยก็ตาม แต่ผมก็ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ผมก็ใช้วิธีค่อย ๆ คิดกันไปเป็นวันต่อวัน ใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง(เรียกว่าไม่ใช้อะไรเลยนอกจากกินเท่านั้น)

สำหรับตัวผมเอง ผมคิดว่า ผมสามารถที่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้ประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้น รถยนต์ที่ผมใช้ก็คงจะต้องลาจาก ทุกวันนี้ผมเหมือนใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว เพราะผมไม่ได้บอกญาติพี่น้องเลยว่า ผมตกงาน และก็ไม่ค่อยจะมีเงินแล้ว

ผมคงให้เวลาตัวเองได้อีกประมาณหนึ่งเดือน โดยการนั่งคิด นอนคิดว่าเราจะหารายได้จากไหนดี เพราะคงหมดโอกาสที่จะหางานใหม่แน่นอน อย่างน้อยก็อีก 2 ปี(เท่าที่ผมคาดคะเนด้วยตัวเอง)

ตกงานมาแล้วสามเดือนกว่ามันก็ได้เรียนรู้อะไรค่อนข้างเยอะ สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับก็คือ ผมมีเวลาให้กับตัวเองเยอะ รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ รู้ว่าเป้าหมายที่แ้ท้จริงในชีวิตคืออะไร มีเวลาเรียนรู้สังคมภายนอกมากขึ้น เข้มแข็งและก็แกร่งขึ้น และแน่นอนว่า ผมจะไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่ถูกลิขิตมาในแบบที่ผมก็ไม่ต้องการ

สุดท้าย ขอให้พระคุ้มครอง คิดดี คิดกุศล ไม่ทำลายตัวเองและผู้อื่น

Wednesday, February 11, 2009

กรรมลิขิต หรือเรากำหนด

บางครั้งก็จะอดนึกสงสัยไม่ได้เลยจริง ๆ ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทั้งดีและไม่ดี เป็นกรรมลิขิตหรือว่าเกิดจากตัวเราเอง หลังจากที่ผมค่อย ๆ คิดพิจารณาหาเหตุผลอะไรต่าง ๆ มาประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาจากตัวเราที่เป็นผู้กระทำนั้นทั้งสิ้น แต่การกระทำหรือการแสดงออกของเราไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมหรือความต้องการภายในนั้นจริง ๆ เสมอไป มันอาจเป็นช่วงอารมณ์ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

แล้วอะไรล่ะที่ทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปได้ในช่วงเวลานั้น ทั้ง ๆ ที่สิ่งแวดล้อมทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม หรือว่ามันเป็นกรรมลิขิตที่เราเองก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า ดวงชะตาจะอยู่เหนือการกระทำ แต่ผมก็ชอบที่ดูดวงตัวเองอยู่เป็นระยะ ๆ ถ้าสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเรียกว่า กรรมลิืขิต อย่างนั้นแล้ว ความพยายามอะไรต่าง ๆ นานาก็คงไม่ใช่เหตุผลหลักของความสำเร็จเพียงอย่างเดียว จากกราฟชีวิตของผมก็บ่งบอกว่า ปีนี้จะเป็นปีที่จะตกต่ำที่สุดปีหนึ่งสำหรับผม เรียกว่าตกต่ำแบบดิ่งนรก ซึ่งผมก็ทราบจากกราฟชีวิตมาตลอด แล้วจะดีขึ้นจนถึงขีดสุดไปอีกสามปี ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็คงต้องทำใจไปอีกกว่าครึ่งปี และก็อดทนรอจนถึงวันนั้น

จริง ๆ แล้วการดูดวงก็มีส่วนช่วยอยู่เหมือนกัน เพราะมันก็ช่วยสร้างความหวังให้กับผมและพร้อมที่จะอดทน การดำเนินชีวิตในสถานะการณ์เช่นนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุได้ก็คือ ถ้าวันใดผมหมดความหวังอะไรบางอย่าง(มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่องเงิน) ผมก็จะรู้สึกหดหู่ไปทั้งวัน แต่วันใดที่ผมมีความหวังอะไรบางอย่าง ผมก็จะรู้สึกมีความสุขมากในช่วงเวลานั้น

เพราะฉะนั้น สำหรับในช่วงเวลาแย่ ๆ ของเรา ๆ ท่าน ๆ ในตอนนี้ นอกจากกำลังใจที่เราได้รับแล้วยังคงไม่พอ ความหวังก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องค้นหาหรือสร้างขึ้นมา จะเป็นความหวังลม ๆ แล้ง ๆ หรืออะไรก็ช่างเถอะ แต่มันก็สร้างความสุขกับตัวเราไม่ใช่น้อย ไม่เชื่อก็ลองดูน๊ะครับท่าน

Monday, February 9, 2009

บางครั้งก็ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ผมไม่ใช่เป็นคนงมงาย หรือเฝ้าวิงวอนร้องขอกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็เป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ที่พอจะเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับเราได้ วันนี้ก็เป็นวันดี คือเป็นวันมาฆะบูชา ผมก็เลยถือโอกาสนี้ที่จะทำบุญตามประเพณีที่ชาวพุทธทุก ๆ ท่านย่อมทำกันเป็นปกติ แต่สำหรับผมแล้ว ผมว่า วันนี้เป็นวันที่วิเศษกว่าทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา นึกย้อนไปถึงคำพูดที่โบร่ำโบราณกล่าวกันไว้ว่า "ไม่มีทุกข์ ไม่เห็นธรรม" มันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ

บางคนเคยกล่าวกับผมว่า อย่าไปหวนนึกถึงอดีตที่เคยผิดพลาด เพราะอย่างไรเสียเราก็ไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก แต่สำหรับผมแล้ว คงจะทำใจให้ลืมได้ยากในบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นกับผม และผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า คนที่พูดอย่างนั้น ทำได้จริงหรือเปล่า แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของผมก็คือ ผมไม่ได้หมกหมุ่นอยู่กับอดีต แต่ว่าหวนนึกถึงอดีต เพื่อทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่เราได้ก้าวพลาดไป และเตือนสติตัวเองอยู่เสมอว่า เราจะไม่ ความผิดพลาดในอดีตสามารถแก้ไขและนำไปใช้ได้ในอนาคต ก็เหมือนกับเป็นประสบการณ์ที่เราได้เผชิญมาโดยตรงด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เหมือนการเรียนภาษาอังกฤษ ที่ทุก ๆ คนมักจะพูดว่า "learn from mistake" หรือเรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั่นเอง หรืออาจจะเป็นคำพูดไทย ๆ ที่่ว่า "ผิดเป็นครู" บางคนอาจจะเป็นถึงครูใหญ่ คณะบดี หรือรมต.กระทรวงศึกษาไปแล้ว เพราะผิดซ้ำซาก และไม่คิดจะแก้ไข

ผมสังเกตุด้วยตัวเองแล้วพบว่า การสวดมนต์ช่วยให้จิตใจเราดีขึ้นจริง ๆ ซึ่งเรื่องนี้สามารถพิสูจน์ได้ง่าย ๆ ก็คือ การสวดมนต์ ก็เหมือนกับการเปล่งเสียงออกมา เหมือนกับการร้องเพลง ซึ่งบางครั้งเราต้องหายใจลึก ๆ หรือหายใจออกยาว ๆ ช่วยให้อ๊อกซิเจน และคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ สามารถเข้าออกได้ลึกและยาวขึ้น อาจจะเป็นทฤษฎีส่วนตัวของผมเองน๊ะครับ นึกได้อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะคล้าย ๆ กันก็คือ การฝึกการหัวเราะของอาจารย์ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว ที่ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมในช่วงนี้ ก็เหมือนกับการกำหนดการหายใจ และการขยับกล้ามเนื้อภายใน ทำให้สมองโล่ง สุขภาพจิตใจและร่างกายภายในดีขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อดีของการสวดมนต์ก็คือ การสวดมนต์เป็นเรื่องที่ยากถ้าต้องการสวดให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นชาวพุทธทั้งหลาย ควรจะสวดมนต์ให้ถูกจังหวะ ถูกคำและอักษร ถ้าเราคิดได้อย่างนี้แล้ว ในขณะที่เราสวนมนต์ เราก็จะนึกถึงแค่เรื่องเดียว คือสวดมนต์ให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ ก็จะหายไป เพราะจิตใจเราจดจ่ออยู่ที่การสวดมนต์อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรเสีย ไม่ว่าโชคชะตา หรือฟ้าจะลิขิตให้เราเป็นเช่นไร แต่อย่างหนึ่งที่ผมอยากจะขอร้องให้ทุก ๆ คนปฏิบัติ นั่นก็คือ การเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น และรู้จักการให้โดยไม่หวังสิ่งอื่นใด ให้เรานึกอยู่เสมอว่า ทุกวันนี้ที่เรามีชีวิตอยู่ คือ กำไรล้วน ๆ เราเกิดมาก็ไม่ได้มีอะไรมาพร้อมนอกจากร่างกาย เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกคือกำไร ผมเองก็ยังกำไรอยู่อีกเยอะ แต่จะไม่ยอมเท่าทุนเป็นอันขาด

สุดท้าย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองทุก ๆ ท่านให้อยู่รอดปลอดภัย

บทสรุปสำหรับบทความนี้
1. สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และช่วยทำให้เราสบายใจ
2. ไม่มีทุกข์ ไม่เห็นธรรม
3. ผิดเป็นครู หรือ learn form mistake
4. สวดมนต์ช่วยให้จิตใจเราดีขึ้น
5. ชีวิตนี้มีแต่กำไร

Saturday, February 7, 2009

หมั่นทบทวน และฝึกฝน

คนตกงานหลาย ๆ คน ก็มืดมนหนทางเหมือนกันว่าจะเริ่มยังไงดี ถ้าคิดที่จะทำงานบริษัทอีกครั้ง ผมขอแนะนำให้เตรียมการอยู่ 2 อย่างด้วยกัน นั่นคือ

1. เขียน resume
สิ่งหนึ่งที่ผมต้องมี ก็คือ resume ที่ดูดี เผื่อจะมีงานที่เหมาะสมกับเรา การเขียน resume ผมขอแนะนำให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ จะมีสองฉบับทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยก็ได้ ถ้ามีโอกาส ผมจะหาตัวอย่างการเขียน resume มาฝาก

การเขียน resume ก็เหมือนกับการรวบรวมประสบการณ์ที่เราได้ทำมา พยายามนั่งคิด นอนคิด ยืนคิด เดินคิด ว่าตลอดเวลาที่เราทำงานอยู่มีอะไรที่เป็นไฮไลท์ เมื่อเรานึกถึงแล้วทำให้เกิดความภาคภูมิใจได้ แล้วก็ความรู้ต่าง ๆ ที่เราได้รับมาจากที่ทำงานเดิม หรือก่อนหน้านั้น

เมื่อเรามี resume เป็นของเราเองแล้ว แน่นอนว่า สิ่งที่เราเขียนลงไป จะเป็นตัวบอกว่าเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หลาย ๆ คนเขียน resume สวยหรู แต่ไม่รู้ลึกอย่างถ่องแท้ เพราะฉะนั้น ให้เราหาข้อมูล หาความรู้เฉพาะในส่วนที่เราเขียนเพิ่มเติม และหมั่นทบทวนอยู่ตลอดเวลา เพราะขณะสัมภาษณ์ คงไม่ดีแน่ถ้าจะมานั่งนึก คิดว่าเราทำอะไรไปบ้าง ควรจะถามปุ๊บตอบปั๊บ ให้เหมือนกับเป็นมืออาชีพ

2. ฝึกฝนภาษาอังกฤษ
ภาษาอังกฤษ ถือได้ว่ามีส่วนสำคัุญที่จะทำให้เราได้งานทำ ในช่วงนี้แหละเป็นโอกาสที่วิเศษที่สุด ที่เราจะมีเวลามาศึกษาภาษาอังกฤษ ถ้าพอจะมีงบหน่อย ผมว่าหาสถาบันที่ใกล้ ๆ บ้านแล้วก็สมัครเรียนซ่ะ ครั้นจะมาศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันก็ทำได้เหมือนกันน๊ะ แต่จะไม่ค่อยอดทนเท่าไร

นอกจากภาษอังกฤษแล้ว ภาษาที่น่าสนใจก็คือ ภาษาญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส ถ้าเรียนรู้ได้ ก็จะดีมาก ๆ น๊ะครับ สำหรับตัวผมเอง ขอแค่ภาษาอังกฤษก็พอแล้วครับ

Friday, January 30, 2009

การใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกวิธี

ไหน ๆ ก็ไม่มีงานทำ รายได้ก็ไม่มี การประหยัดเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรก ก็ลองมาดูวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกวิธีกันน๊ะครับ

ประหยัด, น้ำ, ทรัพยากร, พฤติกรรม, การอาบน้ำ, แปรงฟัน

วันนี้มีวิธีการใช้น้ำอย่างประหยัดและถูกวิธีมาฝาก...

- การอาบน้ำ
การ ใช้ฝักบัวจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยที่สุด รูฝักบัว ยิ่งเล็ก ยิ่งประหยัดน้ำ ปิดฝักบัวในขณะที่ถูสบู่ จะใช้น้ำเพียง 30 ลิตร หากไม่ปิดจะใช้น้ำถึง 90 ลิตร และหากใช้อ่างอาบน้ำจะใช้น้ำถึง 110-200 ลิตร

- การโกนหนวด
โกนหนวดแล้วใช้กระดาษเช็ดก่อน จึงใช้น้ำ จากแก้วมาล้างอีกครั้ง ล้างมีดโกนหนวดโดยการ จุ่มล้างในแก้ว จะประหยัดกว่าล้างโดยตรงจากก๊อก

- การแปรงฟัน
การ ใช้น้ำบ้วนปากและแปรงฟันโดยใช้แก้ว จะใช้น้ำเพียง 0.5-1 ลิตร การปล่อยให้น้ำไหล จากก๊อกตลอดการแปรงฟัน จะใช้น้ำถึง 20-30 ลิตรต่อครั้ง

- การใช้ชักโครก
การ ใช้ชักโครกจะใช้น้ำถึง 8-12 ลิตร ต่อครั้ง เพื่อการประหยัด ควรใช้ถุงบรรจุน้ำมาใส่ในโถน้ำ เพื่อลดการใช้น้ำ โถส้วมแบบตักราดจะสิ้นเปลืองน้ำน้อยกว่าแบบชักโครกหลายเท่า หากใช้ชักโครก ควรติดตั้งโถปัสสาวะและโถส้วมแยกจากกัน

- การซักผ้า
ขณะ ทำการซักผ้าไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ตลอดเวลา จะเสียน้ำถึง 9 ลิตร/นาที ควรรวบรวมผ้าให้ได้มากพอต่อการซักแต่ละครั้ง ทั้งการซักด้วยมือและเครื่องซักผ้า

- การล้างถ้วยชามภาชนะ
ใช้ กระดาษเช็ดคราบสกปรกออกก่อน แล้วล้างพร้อมกันในอ่างน้ำ จะประหยัดเวลาประหยัดน้ำ และให้ความสะอาดมากกว่าล้างจากก๊อกโดยตรง ซึ่งจะสิ้นเปลืองน้ำ 9 ลิตร/นาที

- การล้างผักผลไม้
ใช้ ภาชนะรองน้ำเท่าที่จำเป็น ล้างผัก ผลไม้ ได้สะอาดและประหยัดกว่าเปิดล้างจากก๊อกโดยตรง ถ้าเป็น ภาชนะที่ยกย้ายได้ ยังนำน้ำไปรดต้นไม้ได้ด้วย

- การเช็ดพื้น
ควรใช้ภาชนะรองน้ำและซักล้างอุปกรณ์ใน ภาชนะก่อนที่จะนำไปเช็ดถู จะใช้น้ำน้อยกว่า การใช้สายยางฉีดล้างทำ ความสะอาดพื้นโดยตรง

- การรดน้ำต้นไม้
ควร ใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนการใช้ สายยางต่อจากก๊อกน้ำโดยตรง หากเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง ก็ควรใช้ สปริงเกลอร์ หรือใช้น้ำที่เหลือจากกิจกรรมอื่นมารดต้นไม้ ก็จะช่วย ประหยัดน้ำลงได้

- การล้างรถ
ควร รองน้ำใส่ภาชนะ เช่น ถังน้ำ แล้วใช้ผ้าหรือเครื่องมือล้างรถจุ่มน้ำลงในถัง เพื่อเช็ดทำความสะอาดแทนการ ใช้สายยางฉีดน้ำโดยตรง ซึ่งจะเสียน้ำเป็นปริมาณมากถึง 150-200 ลิตร/ครั้ง

รู้อย่างนี้แล้ว ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้น้ำอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรแถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกด้วย.

ที่มา : sanook.com

Thursday, January 29, 2009

เดินหน้าต่อไป อย่าท้อ

คำว่า “ตกงาน” ไม่ใช่คำที่น่าฟังเลยใช่ไหม แต่หากชีวิตของคุณต้องประสบพบเจอกับมัน คุณจะรับมือกับมันได้อย่างไร ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าเทอมลูกจะเอาที่ไหน ???? มาหาวิธีรับมือกับโชคชะตาอย่างเข้มแข็งกันดีกว่า

ล้มแล้วต้องลุก ชีวิตยังมีหวัง อย่าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความทุกข์นานนัก ลุกขึ้นมาเผชิญหน้ากับความจริง สำรวจตัวเองว่า เรามีข้อบกพร่องตรงไหนบ้างที่ทำให้ตกงาน แล้วกำจัดจุดอ่อนนั้นซะ ถ้าจะให้ดีลองสอบถามจากคนรอบข้าง เผื่อจะได้รับคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับข้อบกพร่องที่ตัวเราเองมองไม่เห็นก็ได้

จัดทำตารางเวลาให้กับการหางานของคุณ เมื่อพร้อมที่จะหางานใหม่แล้ว จงหางานทำให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเงินขาดมือ โดยคุณต้องจัดเวลาให้ตัวคุณเอง อาจใช้เวลาช่วงเช้าของแต่ละวันเพื่อหางาน หรืออ่านบทความที่เป็นประโยชน์ในการหางาน และการทำงาน เช่น แนวทางการเขียนเรซูเม่ เทคนิคการสัมภาษณ์งาน รวมถึงแนวทางในการพัฒนาตัวเองให้ประสบความสำเร็จในการทำงาน

อย่าเก็บตัว ทำให้คนอื่นรู้ว่าคุณกำลังหางานอยู่ ก่อนออกจากงานคุณอาจส่งอีเมลสั้นๆ ถึงผู้คนทิ่เคยติดต่องานกับคุณ ว่าคุณกำลังจะออกจากงาน และจะทำงานที่นี่ถึงวันไหน หลังจากนั้นแล้วทุกคนจะสามารถติดต่อคุณได้อย่างไร วิธีนี้จะทำให้พวกเขารู้ว่าคุณกำลังต้องการงาน และคุณอาจได้รับการแนะนำเกี่ยวกับตำแหน่งงานว่างในบริษัทที่พวกเขาทำงานอยู่ ก็ได้แม้กระทั่งญาติพี่น้องของคุณเองอย่าอายที่จะขอความช่วยเหลือจากพวกเขา แน่นอนที่สุดว่าเขายินดีที่จะให้ความช่วยเหลือคุณเสมอ

สำรวจการใช้จ่าย คุณอาจไม่เคยรู้เลยว่าในแต่ละเดือนคุณใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากเพียงใด ค่าใช้จ่ายในการกินดื่ม เที่ยว ไปจนถึงชอปปิ้ง เสื้อผ้า รองเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย เริ่มต้นจดบันทึกการใช้จ่ายของคุณ
ทุกบาททุกสตางค์ จากนั้นเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งที่คุณต้องใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำค่าไฟ เรื่อยลงไปจนถึงสิ่งที่ฟุ่มเฟือย แล้วคุณจะทราบว่าคุณจะสามารถตัดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง

อย่าแตะต้องเงินในอนาคตถ้าไม่จำเป็น หากคุณเก็บออมเงินไว้สำหรับยามแก่เฒ่า ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของประกันชีวิต หรือประกันสุขภาพ คุณไม่ควรถอนเงินจำนวนนั้นออกมาเพื่อไปใช้ชำระหนี้บัตรเครดิต หรือหนี้สินเฉพาะหน้าต่างๆเพราะมันไม่คุ้มกันเลยที่จะเอาเงินอนาคตไปใช้ และยังทำให้คุณเสียสิทธิการคุ้มครองและรักษาพยาบาลยามฉุกเฉินด้วย

เก็บเงินสดไว้ คุณต้องระมัดระวังในการใช้จ่ายให้มากๆ หากคุณมีหนี้สินที่ต้องชำระที่นอกเหนือจากความจำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น เงินกู้ หรือ การจำนำ จำนอง อย่าเพิ่งจ่ายตอนนี้ ลองเจรจาต่อรอง ผัดผ่อน
เพื่อยืดเวลาการชำระหนึ้ให้นานที่สุด หรือพยายามจ่ายให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ จำไว้ว่าเงินสดจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคุณในตอนนี้

หาทางเพิ่มรายได้ หากคุณอยู่เฉยๆ คุณก็จะมีแต่รายจ่าย แล้วทีนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายล่ะ คุณจำเป็นต้องหาเงินสดเพิ่มเติมโดยอาจสำรวจตู้เสื้อผ้า และสิ่งของที่ไม่ได้ใช้ การเปิดท้ายขายของมือสองเป็น
ตลาดหนึ่งที่ทำรายได้ได้ดีในเวลานี้ เพราะผู้คนนิยมใช้ของมือสองเพิ่มขึ้นมาก แค่คุณเลือกทำเลให้ดีๆ ก็แล้วกัน

สมัครงานอาสาสมัครดูสิ ในระหว่างที่คุณยังหางานใหม่ไม่ได้ ลองทำงานอาสาสมัครดูบ้างดีไหม แม้มันอาจจะไม่สร้างรายได้ให้กับคุณ แต่อย่างน้อยคุณจะได้เห็นชีวิตของคนที่ลำบากกว่าคุณ ซึ่งจะเป็น
แรงผลักดันให้คุณมองเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น และมีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

แม้โชคชะตาจะเล่นตลกกับเรา แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ เราย่อมเอาชนะโชคชะตาได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนลุกขึ้นต่อสู้กับโชคชะตาอย่างกล้าหาญ และเข้มแข็ง ผมจะขออยู่เคียงข้างทุก ๆ คนครับ

Tuesday, January 27, 2009

วางแผนลดค่าใช้จ่าย

แน่นอนครับว่า เมื่อไม่มีรายรับ เงินที่เรามีอยู่ก็จะค่อย ๆ ลดลงไปเรื่อย ๆ แ่ต่จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับภาระของแต่ละคน ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้วางแผนไว้ว่า เราอาจจะตกงานอยู่ประมาณ 2 ปี และต้องบริหารเงินที่มีอยู่ให้สามารถอยู่ได้ถึง 2 ปี กันเงินส่วนหนึ่งไว้ด้วยสำหรับนำไปใช้ในกรณีฉุกเฉินน๊ะครับ

จากบทความที่ผ่านมา เราได้รับเงินมาจาก 3 ทางด้วยกัน นั่นคือ พักร้อนคงเหลือ, ประกันสังคม และภาษีส่วนที่ชำระไว้เกิน

แล้วมันมากพอที่จะทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ถึง 2 ปีหรือเปล่า ถ้าคิดแล้วว่ายังไงก็ทำไม่ได้ ก็อย่าท้อแท้ ลองมองโลกในแง่ดีว่า คุณอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ก็ลองตั้งไว้ประมาณปีครึ่งก็ได้ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าเราจะตั้งไว้เท่าไรน๊ะครับ แต่อย่าให้่มันสั้นมากจนเกินไป

การลดค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
1. ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ สำหรับคนที่เคยใช้น้ำใช้ไฟอย่างไม่ฟุ่มเฟือย ก็คงจะต้องหาทางประหยัดตั้งแต่วันนี้ เพราะอย่างน้อย ถ้าทำได้เข้าเป้าที่รัฐบาลกำหนด นั่นคือ ใช้น้ำไม่เกิน 30 หน่วย และไฟไม่เกิน 90 หน่วย เท่านี้เราก็ได้ใช้น้ำไฟฟรี ๆ แล้วครับ ส่วนวิธีการประหยัดน้ำไฟ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะบริหาร ให้พิจารณาคร่าว ๆ ในเรื่องของการซักผ้า, ล้างจาน, ล้างรถ,การกดชักโครก, อาบน้ำ, แอร์, รีดผ้า, การทำกับข้าว ดูว่าจะประหยัดในส่วนไหนได้บ้าง
2. สุรา บุหรี่ น้ำอัดลม กาแฟ - ลด ละ เลิก
3. ผงซักฟอก ยาสีฟัน น้ำยาปรับผ้านุ่ม สบู่ ยาสระผม ทิชชู หรือมีอะไรอีกแล้วแต่จะคิดได้ ให้ซื้อเป็นแพ็ค ประหยัดเงินกว่า แต่ไม่ควรจะซื้อมาจนล้นบ้าน ปรับเปลี่ยนยี่ห้อที่ราคาถูกลง หรือรอจังหวะที่แต่ล่ะห้างลดราคา แล้วซื้อมาตุนเอาไว้ก็ประหยัดได้อีกทางหนึ่ง
4. เดินทางด้วยรถเมล์ดีกว่า อาจจะเหนื่อยหน่อย ร้อนนิด จะก็ไม่มีค่าใช้่จ่าย เพราะรัฐบาลยังให้นั่งฟรีอยู่
5. เสื้อผ้า หน้า ผม ต้องทำเอง งดเข้าร้านเสริมสวย งดใช้บริการซักรีด แต่ต้องขอร้องอยู่อย่างว่า ถ้าจะตัดผม ก็ไปที่ร้านเถอะครับ อย่าลำบากไปตัดเองเลย ถ้าคิดจะตัดเอง ผมว่าไม่ตัดดีกว่า

ยังคิดไม่ออกว่าควรจะประหยัดอะไรเพิ่มอีก เอาไว้คิดออกแล้วจะมาเพิ่มเติมให้ น๊ะครับ
*ลืมไปอีกอย่าง ในระหว่างนี้ ก็พยายามหางานไปเรื่อย ๆ ด้วยน๊ะครับ ในส่วนของการหางาน เดี๋ยวผมจะมีบทความเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ

Monday, January 26, 2009

รายได้จากที่ทำงานเดิมก็ยังมีอยู่

ผมลืมอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ รายได้ที่เราควรจะได้จากที่ทำงานเดิม

1. เงินชดเชยในกรณีถูกเลิกจ้าง
2. เงินที่ทางบริษัทต้องจ่ายในกรณีมีพักร้อนเหลืออยู่

ค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง

การเลิกจ้าง
หมายความว่า การ กระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุ ที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป

ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่นายจ้างให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง นอกเหนือจากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างแล้ว

ค่าชดเชยจึงเป็นเงินที่นายจ้างมีหน้าที่จ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเมื่อนายจ้างเป็นฝ่ายเลิกจ้าง ถ้านายจ้างมิได้เลิกจ้างลูกจ้าง แต่ลูกจ้างลาออกจากงานไป ทิ้งงานไปหรือลูกจ้างถึงแก่ความตาย นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ลูกจ้าง จะมีสิทธิได้รับค่าชดเชยต่อเมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้างแล้ว ถ้ายังไม่มีการเลิกจ้างดังเช่นกรณีนายจ้างได้รับอนุญาตจากศาลแรงงานให้เลิก จ้างกรรมการลูกจ้าง แต่นายจ้างยังไม่มีคำสั่งเลิกจ้างหรือบอกเลิกจ้าง ลูกจ้างยังไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ

กฎหมายกำหนดให้นายจ้าง ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง (ตามมาตรา ๑๑๘ ) ไว้ ดังนี้

(๑) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่ว

(๒) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี แต่ไม่ครบสามปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายเก้าสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานเก้าสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(๓) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตรสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(๔) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสิ่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

(๕) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย


ข้อยกเว้น ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง มีอยู่ สอง กรณี คือ

(๑) ลูกจ้างซึ่งมีระยะเวลาในการทำงานน้อย ซึ่งหมายถึงลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันมาแล้วไมครบ ๑๒๐ วัน

(๒) ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลานั้น ลูกจ้างประเภทนี้นายจ้างจะต้องทำสัญญาจ้างกันไว้เป็นหนังสือตั้งแต่เมื่อ เริ่มจ้าง กำหนดวันที่เริ่มจ้างว่าเป็นวันที่เท่าใดเดือนใดปีใดและกำหนดวันที่สิ้นสุด การจ้างไว้เป็นวันที่เท่าใดเดือนใดปีใด ซึ่งสัญญาจ้างที่จะมีผลทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรานี้จะต้อง เป็นสัญญาจ้างที่ให้ลูกจ้างทำงานประเภทหนึ่งประเภทใดใน ๓ ประเภทดังต่อไปนี้ คือ

(๒.๑) ทำงานตามโครงการ ซึ่งงานตามโครงการนั้นต้องไม่ใช่งานตามปกติของธุรกิจหรือการค้าของนายจ้าง โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของที่แน่นอน

(๒.๒) ทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว ซึ่งมีกำหนดการสิ้นสุดหรือความสำเร็จของงาน

(๒.๓) ทำงานที่เป็นไปตามฤดูกาล ซึ่งได้จ้างในช่วงระยะเวลาตามฤดูกาลนั้น

งานทั้ง ๓ ประเภทดังกล่าวจะต้องแล้วเสร็จในระยะเวลาไม่เกิน ๒ ปี

ลูกจ้าง ที่ได้รับการว่าจ้างตามสัญญาประเภทดังกล่าวแม้จะทำงานเกิน ๑๒๐ วัน เมื่อนายจ้างเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้

ตัวอย่างกรณีเลิกจ้าง และนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๐/๒๕๔๒ ลูกจ้าง มีสิทธิเลิกสัญญาจ้างได้ด้วยการลาออกจากงาน และหลังจากลูกจ้างแสดงเจตนาลาออกจากงานแก่นายจ้างแล้ว ลูกจ้างหามีสิทธิถอนเจตนานั้นได้ไม่ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๖ วรรคสอง เมื่อลูกจ้างยื่นหนังสือขอลาออกจากงานต่อนายจ้างเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โดยระบุให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๐ เช่นนี้ถือว่าการแสดงเจตนาลาออกมีผลตามกฎหมายนับแต่วันที่ลูกจ้างได้ยื่น หนังสือลาออก แม้ต่อมาลูกจ้างได้ยื่นหนังสือต่อนายจ้างขอยกเลิกหนังสือลาออกดังกล่าว ก็หามีผลเป็นการยกเลิกหนังสือลาออกนั้นไม่ เมื่อนายจ้างอนุมัติหนังสือลาออกจากงานของลูกจ้าง การลาออกจึงมีผลนับตั้งแต่วันที่ลูกจ้างประสงค์ การที่ลูกจ้างต้องออกจากงานเพราะเหตุดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะถูกนายจ้างเลิกจ้าง นายจ้างไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง

 

© 2013 คนตกงาน. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top