Saturday, February 28, 2009

จะรอ หรือจะเริ่ม คิดเอาเอง

เป็นเพราะความไม่มั่นใจในตนเองว่าจะทำธุรกิจได้ประสบผลสำเร็จหรือเปล่า การเดิมพันครั้งนี้มันช่างสูงนักและไม่อยากผิดพลาด แต่จะมีใครเล่าที่ไม่เคยทำธุรกิจแล้วไม่ผิดพลาด หลายคนวาดฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่ แต่นั่นก็ยังดีเสียกว่าที่ยังไม่ได้เริ่มต้นทำอะไรเลย

ผมก็ยังคงเป็นเช่นนั้นที่ไม่ต้องการพลาดในทุก ๆ โอกาสที่มี จนเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปวันแล้ววันเล่าก็ยังไม่สามารถเดินก้าวไปได้ ทุก ๆ วันก็ได้แต่คิด คิด คิด แล้วก็คิด โดยที่ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะได้เริ่มต้นทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ถ้าจะปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปมันคงไม่ดีแน่ มีอะไรก็ต้องทำไปก่อน อาจจะต้องอดทนและอึดสู้ รวมทั้งสร้างพละกำลังทั้งกายและใจให้พร้อมที่จะเริ่มต้น แม้จะยังมองไม่เห็นหนทางที่จะประสบผลสำเร็จ แต่อย่างน้อยเราก็ได้เริ่มและสามารถปรับเปลี่ยนอะไรต่าง ๆ ระหว่างการเดินทาง ซึ่งจะดีเสียกว่าให้สิ่งนั้น ๆ เป็นเพียงแค่จินตนาการแล้วก็ตัดพ้อกับตัวเองว่ายังไม่เห็นหนทาง

วันที่หนึ่ง อาจจะต้องรอและอดทน
วันที่สอง อาจจะต้องรอและอดทน
วันที่สาม อาจจะต้องรอและอดทน
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป อาจจะต้องรอและอดทน
หนึ่งเดือนผ่านไป อาจจะต้องรอและอดทน

ยังดีเสียกว่าไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย

ผมจะลุกขึ้นยืนและก้าววิ่งไปอย่างรวดเร็วและจะไม่รอเวลาอีกต่อไป

Friday, February 27, 2009

วังวนแห่งชีวิต จะฝ่าวิกฤติได้อย่างไร

บางครั้งการกระทำของตัวเราก็เหมือนดั่งคนขาดสติ ทำในสิ่งที่เคยผิดพลาดมาจนกลายเป็นความซ้ำซากและน่าเบื่อหน่ายในชีวิต ทุก ๆ ครั้งของการกระทำแล้วรู้สึกถึงความเสียดาย เสียใจและผิดหวัง เรามักจะบอกตนเองอยู่เสมอว่า เราไม่ควรที่จะทำอีกและหนีห่างจากมัน แต่ด้วยกิเลสและความมักได้ทำให้เผลอพลั้งไปจนตกอยู่ในความประมาทและรู้สึกผิดหวังกับการกระทำของตนเองทุก ๆ ครั้ง การเรียกสติกลับคืนมาทำได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นหรือ หรือว่าชีวิตยังเข้าไม่ถึงและยังมองไม่เห็นสัจจธรรมที่เป็นอยู่ คงต้องยอมรับความเป็นตัวตนของตนเอง สำรวจตนเอง และฝึกตนเองใหม่เพื่อที่จะก้าวต่อไปให้มั่นคง ไม่มีคำว่าสายสำหรับชีวิตที่เหลืออยู่ และแน่นอนว่าหนทางข้างหน้าก็ยังมีหวัง ขอเพียงอย่าท้อและสร้างกำลังใจให้กลับตนเอง อย่าหวนนึกถึงแต่เรื่องราวในอดีตที่เคยผิดพลาด เพราะนั่นไม่ใช่หนทางที่จะก้าวไปข้างหน้า แต่กลับจะให้ตัวเราเองนิ่งอยู่กับที่ หรือเกินเลยไปกว่านั่น คือ ก้าวถอยหลัง



ผมยอมรับอย่างไม่อายว่า ผมก้าวถอยหลัง ถอยเสียจนจะไม่มีที่จะให้ก้าวต่อไป ผมอยากจะใช้เวลาที่เหลืออยู่เพื่อบ่งบอกถึงชัยชนะที่เราก็สามารถสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองได้ แต่จะมีหรือเปล่าสำหรับหนทางนั้นที่มันยังมืดมนอยู่ ณ ขณะนี้



วันนี้ผมคงต้องขอเรียกสติตัวเองกลับมาก่อน และไตร่ตรองในบางสิ่งบางอย่างให้ละเอียดรอบคอบ เพื่อที่จะไม่ก้าวถอยหลังอีก



ผมรู้ดีครับว่า หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เข้าใจที่ผมเขียน เพราะมันเป็นอารมณ์ที่อยู่ในใจลึก ๆ ที่อยากจะระบาย และสะกดตัวเองให้มีสติ เผื่อวันใดวันหนึ่งผมพลาด หรือประสบผลสำเร็จ ผมจะไม่ลืมระลึกถึงบทความนี้ที่คอยสร้างให้ผมมีสติขึ้นมา

ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบอกแบบตรงไปตรงมาได้อย่างไร ว่าอะไรที่ผมกำลังถอยหลัง ว่าอะไรที่ทำให้ผมขาดสติ แต่ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า หลาย ๆ คนก็คงจะเป็นเหมือนผม คือ ก้าวถอยหลังอย่างขาดสติเช่นกัน ถ้าเรารู้ตัวเราดีแล้วก็ขอให้หยุดและเริ่มก้าวต่อไปข้างหน้ากันเถอะ อย่างน้อยก็ยังมีผมเดินไปพร้อม ๆ กันทุก ๆ ท่านและจะคอยเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คน รวมทั้งตัวผมด้วยเช่นกัน

อย่าลืมน๊ะครับ ถ้าเราไม่มีสติ ปัญญาก็จะยังไม่เกิดด้วยเช่นกัน เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า สติมาปัญญาเกิด

ขอให้โชคดีกันถ้วนหน้าครับ

ปล.วันนี้มาแปลก เขียนอะไรไม่รู้เรื่องต้องขออภัยด้วยครับ

Tuesday, February 24, 2009

มาตรา 38 ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลง

วันนี้คงต้องขออนุญาตินำกฎหมายมาให้ดูโดยจะเน้นไปที่มาตรา 38 ซึ่งผู้ประกันตนสิ้นสภาพการจ้างแล้วและยังอยู่ในช่วงประกันตนคือไม่เกิน 6 เดือน หรือมีการส่งเบี้ยประกันสังคมพร้อมเงิืนสมทบด้วยตนเอง ประเด็นหลักก็คงอยู่ที่เงิน 2,000 บาทเหมือนเดิมนั่นแหละครับว่าได้ชัวร์หรือไม่ ซึ่งเมื่อวานผมก็ได้ไปยื่นที่ประกันสังคมเพื่อขอรับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ต้องรออีกระยะหนึ่งเพื่อให้ทางการตรวจสอบความถูกต้อง

ว่าแล้วก็เล่าให้ฟังกันซักนิดถึงขั้นตอนการยื่น(ผมยื่นที่ศูนย์ราชการจังหวัดนนทบุรี)
  • อันดับแรกต้องตรวจสอบตนเองให้แน่ใจก่อนว่าอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินช่วยเหลือหรือไม่ คือ ยังคงเป็นลูกจ้างอยู่แต่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท หรือสิ้นสภาพการจ้าง/ลาออกจากงาน และยังอยู่ในช่วงประกันตนในกรณีใดกรณีหนึ่ง
  • ขอเอกสารที่ต้องกรอก จะเป็นกระดาษ A4 เหมือนกันหมดในทุกกรณี แต่ถ้าเป็นกรณีลาออกจากงาน เขาให้เขียนที่มุมหัวกระดาษว่า ม.38 หรือ มาตรา 38 พร้อมกับสถานที่ทำงานที่ตนเองเคยทำอยู่ล่าสุดลงไปด้วย ตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่งในกระดาษนั้น
  • เตรียมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน รับรองสำเนาถูกต้องพร้อมรายเซ็นต์(รายเซ็นต์จะต้องเหมือนกันกับที่เซ็นต์ในเอกสารการขอเงินช่วยเหลือน๊ะครับ) และไม่ต้องใช้สำเนาสมุดธนาคารแต่อย่างใด แต่ติดตัวไปด้วยก็ดี เผื่อบางที่จะไม่เหมือนกัน
  • หลังจากกรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้วก็เดินไปที่ชั้น 3 ห้องทางซ้ายมือเพื่อยื่นเอกสาร ยื่นตามหมายเลขเรียกที่เขาจะแจกที่หน้าห้อง
  • เมื่อยื่นเอกสารแล้ว ก็รอเรียกชื่อเพื่อรับเอกสารกลับ หรือหางเอกสารนั่นเอง เท่านี้ก็กลับบ้านได้แล้วครับ
การไปยื่อนควรจะเผื่อเวลาไว้บ้างน๊ะครับ เพราะคนไปยื่นค่อนข้างเยอะ สำหรับผมใช้เวลาประมาณ 30 - 40 นาทีถึงจะเสร็จสิ้นกระบวนการ ถ้าไม่เข้าใจการกรอกเอกสารส่วนไหนก็ถามเจ้าหน้าที่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่ที่นี่ค่อนข้างจะดูแลประชาชนดีน๊ะครับตามความคิดของผม

แนบท้ายอีกนิดสำหรับกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

ลักษณะ 2
การประกันสังคม
________

หมวด 1
การเป็นผู้ประกันตน
________

มาตรา 33* ให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์เป็นผู้ประกันตน
ลูกจ้าง ซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้วตามวรรคหนึ่ง เมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และ ยังเป็นลูกจ้างของนายจ้างซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือ ว่าลูกจ้างนั้นเป็น
ผู้ประกันตนต่อไป
*[มาตรา 33 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537]
มาตรา 34 ให้ นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ยื่นแบบรายการแสดงราย ชื่อผู้ประกันตน อัตราค่าจ้าง และข้อความอื่นตามแบบที่เลขาธิการกำหนด ต่อ
สำนักงานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตน
มาตรา 35 ใน กรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้แก่บุคคลหนึ่ง บุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง อีก
ทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำ งานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วน ใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทำ
ในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานของผู้ประกอบกิจการและเครื่องมือที่ สำคัญสำหรับใช้ทำงานนั้นผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหา กรณีเช่นว่านี้ผู้ ประกอบกิจการย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างซึ่งมี
หน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
* ในกรณีที่ผู้รับเหมาค่าแรงตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ยื่นแบบรายการต่อสำนักงาน ตาม มาตรา 34 ในฐานะนายจ้าง ให้ผู้รับเหมาค่าแรงมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราช บัญญัตินี้เช่นเดียวกับ
นายจ้าง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุด พ้นจากความรับผิดในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรง ได้นำส่งสำนักงาน
*[ความในวรรคสองของมาตรา 35 เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2537]
มาตรา 36 เมื่อ นายจ้างยื่นแบบรายการตามมาตรา 34 แล้ว ให้สำนักงานออกหนังสือสำคัญแสดงการ ขึ้นทะเบียนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง และออกบัตรประกันสังคมให้แก่
ลูกจ้าง ทั้งนี้ ตามแบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 37 ใน กรณีที่ความปรากฏแก่สำนักงานหรือจากคำร้องของลูกจ้างว่านายจ้างไม่ยื่นแบบ รายการตามมาตรา 34 หรือยื่นแบบรายการแล้ว แต่ไม่มีชื่อลูกจ้างบางคนซึ่งเป็น
ผู้ ประกันตนตามมาตรา 33 ในแบบรายการนั้น ให้สำนักงานมีอำนาจบันทึกรายละเอียดใน แบบรายการตามมาตรา 34 โดยพิจารณาจากหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แล้วออกหนังสือ สำคัญแสดงการขึ้น
ทะเบียนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง และหรือออกบัตรประกันสังคมให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 36แล้วแต่กรณี
ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมาย จะดำเนินการสอบสวนก่อนก็ได้
มาตรา 38 ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น (1) ตาย (2) สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง * ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างตาม (2) ได้ส่งเงินสมทบครบ ตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามบทบัญญัติในลักษณะ 3 แล้ว ให้ผู้นั้น มีสิทธิตามบทบัญญัติใน หมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ต่อไปอีกหกเดือน นับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างหรือตามระยะเวลาที่กำหนดเพิ่มขึ้นโดยพระ ราชกฤษฎีกาซึ่งต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันสิ้นสภาพ การเป็นลูกจ้าง *[ความในวรรคสองของมาตรา 38 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2542]
มาตรา 39* ผู้ ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสอง เดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลง ตามมาตรา 38(2) ถ้าผู้นั้น
ประสงค์ จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการ กำหนดภายในหกเดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
จำนวน เงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งต้องส่งเข้า กองทุนตามมาตรา 46 วรรคสอง ให้เป็นไปตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้
โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจในขณะนั้นด้วย
ให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเดือนละครั้ง ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดไป
ผู้ ประกันตนตามวรรคหนึ่งซึ่งไม่ส่งเงินสมทบหรือส่งไม่ครบจำนวนภายในเวลาที่ กำหนดตามวรรคสาม ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละสองต่อเดือนของจำนวนเงิน สมทบที่ยังมิได้
นำส่งหรือของจำนวนเงินสมทบที่ยังขาดอยู่นับแต่วันถัดจากวันที่ต้องนำส่งเงิน สมทบ สำหรับเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวัน หรือกว่านั้นให้นับเป็นหนึ่ง เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นให้ปัดทิ้ง
*[มาตรา 39 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537]
มาตรา 40 บุคคล อื่นใดซึ่งมิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 จะสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนตามพระราช บัญญัตินี้ก็ได้ โดยให้แสดงความจำนงต่อสำนักงาน
หลัก เกณฑ์ และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทนที่จะได้รับตาม มาตรา 54 ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนให้ตรา เป็นพระราช
กฤษฎีกา
มาตรา 41* ความเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 สิ้นสุดลงเมื่อผู้ประกันตนนั้น
(1) ตาย
(2) ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 อีก
(3) ลาออกจากความเป็นผู้ประกันตนโดยการแสดงความจำนงต่อสำนักงาน
(4) ไม่ส่งเงินสมทบสามเดือนติดต่อกัน
(5) ภายในระยะเวลาสิบสองเดือนส่งเงินสมทบมาแล้วไม่ครบเก้าเดือน
การ สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตาม (4) สิ้นสุดลงตั้งแต่เดือนแรกที่ไม่ส่งเงิน สมทบ และการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนตาม (5) สิ้นสุดลงในเดือนที่ส่งเงิน สมทบไม่ครบ
เก้าเดือน
*ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพความเป็นลูกจ้าง ตาม (2) ได้ส่งเงินสมทบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามบทบัญญัติใน ลักษณะ 3 แล้ว ให้ผู้นั้นมีสิทธิตามบทบัญญัติใน
หมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และหมวด 5 ต่อไปอีกหกเดือนนับแต่วันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
*[ความในวรรคสามของมาตรา 41 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542]
มาตรา 42 เพื่อ ก่อสิทธิแก่ผู้ประกันตนในการขอรับประโยชน์ทดแทนตามบทบัญญัติลักษณะ 3 ให้นับ ระยะเวลาประกันตนตามมาตรา 33 และหรือมาตรา 39 ทุกช่วงเข้า
ด้วยกัน
มาตรา 43 กิจการ ใดที่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้ แม้ว่าภายหลังกิจการนั้นจะมีจำนวน ลูกจ้างลดลงเหลือน้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ตาม ให้กิจการดังกล่าวอยู่
ภาย ใต้บังคับพระราชบัญญัตินี้ต่อไปจนกว่าจะเลิกกิจการ และให้ลูกจ้างที่เหลือ อยู่เป็นผู้ประกันตนต่อไป ในกรณีที่กิจการนั้นได้รับลูกจ้างใหม่เข้าทำ งาน ให้ลูกจ้างใหม่นั้นเป็นผู้ประกันตนตาม
พระราชบัญญัตินี้ด้วย แม้ว่าจำนวนลูกจ้างรวมทั้งสิ้นจะไม่ถึงจำนวนที่กำหนดไว้ก็ตาม
มาตรา 44* ใน กรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความในแบบรายการที่ได้ยื่นไว้ต่อสำนักงาน เปลี่ยนแปลงไป ให้นายจ้างแจ้งเป็นหนังสือต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการ กำหนด
เพื่อขอเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายการ ภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ให้นำความในมาตรา 37 มาใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้โดยอนุโลม
*[มาตรา 44 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537]
มาตรา 45 ในกรณีที่หนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน ประกันสังคมหรือบัตรประกันสังคมสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ นายจ้างหรือผู้ประกันตนยื่นคำขอรับ
ใบแทนหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน ประกันสังคม หรือใบแทนบัตรประกันสังคมแล้วแต่กรณีต่อสำนักงานภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลายหรือชำรุดดังกล่าว ทั้งนี้
ตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนด

Sunday, February 22, 2009

ขายอะไรผ่านเว็บไซต์ดี?

เวลาผมไปสอน หรือไปเจอกับผู้ประกอบการ หลายๆคนมักจะถามผมว่า หากจะขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือเว็บไซต์ ควรจะขายอะไรดี?

ผมเองจะถามกลับว่า คุณมีสินค้าแล้วรึยัง?
หลายคนก็จะบอกว่า มีธุรกิจอยู่แล้ว และต้องการนำธุรกิจหรือสินค้า-บริการเข้ามาสู่ Internet
และอีกส่วนใหญ่จะบอกว่า ยังไม่มีธุรกิจหรือสินค้าเลย แต่อยากจะรู้ว่าขายอะไรผ่านอินเทอร์เน็ต หรือทำ E-Commerce ขายอะไรดี
วันนี้ผมจะมาให้ไอเดียและคำแนะนำว่า สินค้าประเภทไหนที่เหมาะจะขายผ่านเว็บไซต์


ลองมาดูกันนะครับ


1. สินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด
หาก คุณสามารถหาแหล่งสินค้าราคาถูกกว่าท้องตลาด นั้นหมายถึงความได้เปรียบในการขาย เพราะด้วยราคาที่ถูกกว่า นั้นจะช่วยทำให้ผู้ซื้อสนใจและจดจำร้านค้าคุณได้ รวมถึงการบอกต่อไปยังคนอื่นๆได้อีกด้วย
แต่หากคุณขายสินค้าผ่านอินเทอรเน็ตหรือเว็บไซต์เป็นหลัก คุณก็สามารถลดต้นทุนไปได้มากแล้ว เพราะไม่ต้องมาเสียค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจ้างพนักงาน เพราะคุณสามารถทำเองได้หมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาสูงเท่ากับร้านค้าทั่วไป
หรือบางคนอาจจะรู้แหล่งสินค้าราคาถูกในท้องถิ่นของคุณ ซึ่งหากสินค้าชิ้นนั้นไปขายที่อื่น ก็จะสามารถขายได้ราคาดีกว่า เช่น คุณอาจจะอยู่จังหวัดขอนแก่น ใกล้แหล่งผ้าไหม คุณก็อาจจะเปิดร้านขายผ้าไหมลวดลายพิเศษ หายาก ผ่านเว็บไซต์ไปยังทั่วประเทศและต่างประเทศก็ได้
นี้คือตัวอย่างคร่าวๆ
ทีนี้ก็ลองมานึกดูสิครับว่า ใกล้ๆตัวคุณมีแหล่งสินค้าราคาถูกอะไรบ้าง ที่สามารถนำมาขายได้

2. สินค้าเฉพาะกลุ่ม
สินค้าที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) โดยไม่ได้เน้นไปที่กลุ่มลูกค้ากลุ่มคนทั่วไป (Mass Market) เช่น สินค้าสำหรับคนอ้วน, สินค้าสำหรับคนท้อง, สินค้าสำหรับแม่, สินค้าสำหรับเจ้าสาว-คู่แต่งงาน, สินค้าสำหรับเกย์ หรือกระเทย เป็นต้น ก็น่าสนใจ
การที่เราจับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่ม จะทำให้เราสามารถเจาะและเข้าถึงลูกค้าเฉพาะได้ง่ายมาก หากลุ่มลูกค้าได้ง่าย ลูกค้าจดจำคุณได้ง่าย และนั้นหมายถึงโอกาสการขายก็มีมากกว่าการที่เราไปเปิดเว็บไซต์ขายของเหมือน คนทั่วไป
ตลาดกลุ่มนี้จะเป็นตลาดเฉพาะ กลุ่มอาจจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าคุณจับและเข้าถึงได้แล้ว ยอดขายน่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่องครับ

3. สินค้า "ไม่" ยอดนิยม
ลอง หาสินค้าที่ "ไม่ค่อยนิยม" ลองมาขายดู เพราะส่วนใหญ่เว็บไซต์ต่างๆ ชอบขายสินค้าที่ "นิยม" ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันในสินค้าประเภทนี้มาก ทำให้โอกาสสินค้าของคุณจะเป็นที่รู้จัก เป็นได้ยาก
แต่หากคุณเน้นไปที่ สินค้าไม่เด่น ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณเป็นที่รู้จักได้ง่ายกว่า เช่น เปิดเว็บไซต์ขายเทปเพลงเก่า พระเครื่อง รุ่นที่ไม่ค่อยมีคนนิยม

4. สินค้าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน
สินค้าบางอย่างผู้ซื้อไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอาจจะมีความอาย หรือไม่ต้องการให้ผู้ขายรู้จักหรือเห็นหน้า
ดังนั้นการซื้อผ่านเว็บไซต์ หรืออินเทอร์เน็ต ดูจะเป็นช่องทางที่หลายๆคนเลือกใช้ในการซื้อสินค้าลักษณะนี้ เช่น สินค้าเกี่ยวกับเรื่องเพศ, ถุงยางอนามัย, อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ, ชุดชั้นใน Sexy เป็นต้น

5. สินค้ามีสไตล์เฉพาะตัว (Unique)
หากสินค้าหรือบริการของคุณ มีความเฉพาะตัว แตกต่าง ไม่เหมือนใคร (Unique) ก็สามารถขายได้ดีเช่นกัน เพราะลูกค้าไม่สามารถหาซื้อที่อื่นๆได้นอกจากของคุณเท่านั้น เช่น เสื้อผ้า ลายผ้า ที่มีดีไซน์เฉพาะตัว, สินค้า Handmade ประเภทต่างๆ
แต่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่า สินค้าของเราเป็นของดี มีคุณภาพ เพราะสินค้าลักษณะนี้ ส่วนใหญ่ลูกค้าจะไม่รู้จักมาก่อน หรือไม่มีมาตรฐานที่แน่นอน
ดังนั้นการสร้างความน่าเชื่อถือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจ และการให้รายละเอียดสินค้าที่เพียงพอ ครบถ้วน เช่นการมีรูปภาพเยอะๆ การให้รายละเอียดหรือคำอธิบายสินค้าเยอะๆ หรือมี VDO อธิบายสินค้า ดูน่าจะเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ลูกค้ามั่นใจ และซื้อสินค้าลักษณะนี้ได้ไม่ยาก

6. สินค้าที่มีน้ำหนักเบา
การขายสินค้าที่มีน้ำหนักเบา จะมีความได้เปรียบในด้านการส่งสินค้าให้ลูกค้า เพราะจะส่งได้ง่ายกว่า ประหยัดกว่า โดยเฉพาะสินค้าที่มีขนาดเล็กๆ แต่มีราคา เช่น มีหลายคนๆขายสแตมป์เป็นชุด บางชุดมีราคาหลายพันบาทเลย ส่งง่ายเพราะแค่สอดเข้าซองจดหมายก็ส่งได้แล้ว
ดังนั้นสินค้าบางอย่างที่มีน้ำหนักเบา มีราคาสูง ก็อาจจะช่วยทำให้การค้าขายมีกำไรได้มาก แต่อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการขนส่งสินค้าที่มีการลงทะเบียนที่จะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้ซื้อได้เช่นกัน

7. สินค้าที่มีเรื่องราว
สินค้า หรือของที่มีเรื่องราว มีประวัติประกอบ จะทำให้สินค้าชิ้นนั้นๆ มีความน่าสนใจมากขึ้น เช่น ผมอาจจะขายเครื่องปั้นดินเผา แต่ผมก็มีให้ข้อมูลและประวัติของ เครื่องปั้นดินเผาแต่ละชุดที่ผมขาย เป็นแบบจำลองมาจาก เครื่องปั้นดินเผาสมัยสุโขทัย มีประวัติยาวนาน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะแจ้งในเว็บไซต์ และแพ็กเกจที่ส่งไปให้ลูกค้า ซึ่งจะทำให้ เครื่องปั้นดินเผาอันนี้มีมูลค่ามากกว่า เครื่องปั้นดินเผาธรรมดาๆ ที่ขายอยู่ทั่วไป
นี้คือข้อดีของสินค้าที่มีเรื่องราวอยู่ด้วย

8. สินค้าที่หายาก
สินค้าที่หายากย่อมมีคนต้องการ แต่เนื่องจากเทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทำให้การเข้าถึงข้อมูลต่างๆเป็นไปได้ง่าย
ดังนั้นหากคุณขายสินค้าที่หายาก และทำให้คนสามารถหาเจอได้ง่ายๆในอินเทอร์เน็ต เช่น.คนค้นหา (search) เจอได้ง่าย โอกาสการขายก็เป็นไปได้ง่ายๆ
ยกตัวอย่างสินค้า เช่น พระเครื่องเก่าๆ, ของเก่า-ของสะสม ประเภทต่างๆ เป็นต้น

9. สินค้าที่สามารถทำด้วยตัวเอง (Do it yourself - DIY)
หลายๆคนชอบซื้อสินค้าที่สามารถซื้อไปแล้ว ไปทำเองได้ เช่น ชุดถักโครเช่ต์, ชุดทำอาหารง่ายๆ, อุปกรณ์แต่งบ้าน ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสินค้าที่เป็นลักษณะ ทำด้วยตัวเอง มักจะเป็นสินค้าที่ ฝรั่งชอบนิยมซื้อไปติดตั้งหรือทำด้วยตัวเอง
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนที่ช่วยทำให้คุณพอได้ไอเดีย ในการไปคิดต่อว่า เราจะขายสินค้าอะไรดี ผ่านเว็บไซต์ไปยังคนทั่วโลก
แต่อย่าลืมนะครับ สินค้าเป็นเพียงแค่ "องค์ประกอบ" หนึ่งเท่านั้น
การจะขายของบนอินเทอร์เน็ตให้ได้นั้น จะประกอบไปด้วยอีกหลายๆปัจจัยด้วยกัน เช่น ความน่าเชื่อถือ (Trust), การตลาด (Marketing), การรู้จักและรักษาลูกค้า (CRM) และอื่นๆ อีกมาก

ดังนั้นหลังจากคุณหาสินค้าได้แล้ว ก็เริ่มมาทำปัจจัยในการค้าขายออนไลน์ให้สมบูรณ์กันดีกว่าครับ

**** บทความโดย : ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาด ดอท คอม จำกัด / ข้อมูลจากนิตยสาร SMEs Today ฉบับเดือนมกราคม 2552 ******

ที่มา : manager.co.th

พาไปเที่ยวตลาดเช้า สำเพ็ง ตอนที่ 1 แหล่งซื้อของ giftshop ไปขาย

พอดีว่าไปเจอข้อมูลที่น่าสนใจจากเว็บบอร์ดพันทิพเขียนโดยคุณ OL Girl คงต้องขออนุญาติเจ้าของกระทู้นำมาโพสเก็บเอาไว้น๊ะครับ เพราะกลัวว่ากระทู้จะตกไปแล้วข้อมูลนั้นหายไปด้วย

สำเพ็ง ตลาดเช้า คงเป็นชื่อที่คุ้นหูสำหรับหลายๆท่าน ถ้าหลายท่านยังไม่คุ้นก็อาจจะเคยได้ยินแว่วๆ ว่าเวลาไปรับของมาขายให้ไปดูที่สำเพ็ง

สำเพ็งตลาดเช้า จะเริ่มเวลาประมาณ ตีสาม - 7 โมงเช้า ค่ะ ถ้าใครไม่สะดวกเวลานั้น ตลาดจะวาย แต่ไม่ต้องเสียใจ หรือกลัวไปเก้อ เพราะเวลาทำการปรกติของสำเพ็ง คือ 8.00-17.00 ก็มีของขายเพียบค่ะ

ทำไมต้องไปตลาดเช้า ???

ตลาด เช้าจะมีของหลากหลายมากกว่ากลางวัน เพราะพ่อค้าแม่ค้า ยี่ปั๊วจะนำสินค้ามาวางขายตลอดแนวซอยวานิช 1 ตั้งแต่ต้นซอย จากด้านถนนจักรวรรดิ ไปจนถึงถนนราชวงศ์ (ที่เรียกว่า คิคุย่า เก่า) เชื่อกันว่า น่าจะถูกกว่าเวลาปรกติ อีกอย่างเวลาไปตอนเช้ามืด มันสนุกดี ฮ่าๆ

สินค้า มีอะไรบ้าง ??

ถ้าท่านใดสนใจจะขายของต่อไปนี้ ต้องอย่าพลาดไปตลาดเช้าสำเพ็งค่ะ
- กิ๊บติดผม คาดผม เครื่องประดับผม ตัวหนีบ หรืออะไรที่นิยมในยุคนั้นๆ
- สร้อยคอแบบเกาหลี สร้อยคอลูกปัดแบบที่สาวออฟฟิศชอบใส่
- วิกผม ผมปลอม ปอยผม สำหรับประดับ หูแมว (สำหรับ cosplay ) หูแบบเป็นเขา
- ที่ติดตู้เย็น ดอกไม้ปลอม เครื่องตกแต่งในบ้าน เครื่องแขวน
- ตุ๊กตาโมเดลญี่ปุ่น (อันนี้ต้องเล็งๆดูนะคะ มีหลายร้าน แต่ไม่มากนัก)
- ขนตาปลอม กาวติดขนตา เทคโนโลการตกแต่งขนตาทั้งหลาย มาสคาร่า อายไลเนอร์ ลิปติก แป้งเภสัช แป้งผัดหน้า บรัชออน น้ำหอม ยาทาเล็บ ยาล้างเล็บ ครีมโลชั่น สบู่ แชมพู เครื่องสำอาง-ต่างหูตั้งแต่ คู่ละ 2.50 บาท ไปจนถึงแบบเกาหลี อลังการณ์ดาวล้านดวง
-กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเป้ กระเป๋าโลกร้อน กระเป๋าคิตตี้ กระเป๋าผ้า กระเป๋าพีวีซี
-ที่ ห้อยมือถือ พวงกุญแจ ตั้งแต่ disney เกรดเอมีลิขสิทธิ ไปจนถึงหมีเทดดี้ตัวละ 10 บาท (ถูกมาก หมีเทดดี้ 10 บาท ขยับแขนขาได้ เราเคยเหมามา 20 ตัว มาเล่นที่บ้านซะงั้น )
-คิดตี้ แซนริโอ้ เคโระ ตาโบะ ที่เป็นเครื่องเขียน นาฬิกา กระเป๋า ที่ใส่มือถือ จานชาม รองเท้าแตะ
-เครื่องประดับผมเกาหลี ทุกประเภท
-เครื่องเขียน สมุดปากกา กล่องดินสอ เหลากบ ยางลบ ปากกาเจล บลาๆ อะไรก็ตามที่มีขายในร้านเครื่องเขียน สำเพ็งตลาดเช้ามีแน่นอนค่ะ

จริงๆแล้วน่าจะยังลิสรายการไม่หมด ไว้นึกอันไหนได้อีกจะมาเขียนต่อในภาค 2 นะคะ

สนใจอยากไป สำเพ็ง แล้วมันอยู่ตรงไหน ไปยังไง ?
ตลาดเช้าสำเพ็ง มาง่ายมากค่ะ เริ่มต้นที่ถนนจักรวรรดิ นั่งรถเมล์สาย 8 มาลงป้าย จักรวรรดิ หรือ สายอื่นๆ ดังต่อไปนี้ สาย 4 ที่วิ่งมาจากคลองเตย สาย 7 ที่วิ่งมาจากหัวลำโพง สาย 73 ที่วิ่งมาจากดินแดง รัชดา สาย 43 สนามหลวง สาย 40 จากรามคำแหง สาย 56 จากบางลำภู

ป้ายจักรวรรดิ คือป้ายสุดท้าย ก่อนขึ้นสะพานพระปกเกล้าไปฝั่งธนนะคะ พอลงจากรถเมล์จะเห็นวิวประมาณนี้
ก็เดินเข้าซอยไปเลยค่ะ ชื่อ ซอยวานิช 1 (ถนน วานิช 1 )

ไปทำแผนที่ โซนการเดินมาฝากค่ะ

ตอนนี้ยังนึก content ตอน 2 ไม่ออกว่าจะเขียนอะไรดี ถ้าใครสงสัยหรืออยากรู้เกี่ยวกับอะไร ก็ถามไว้ได้ค่ะ เดี๋ยวเสาร์นี้จะไปเดินเล่น

ปล เมื่อก่อนวันจันทร์คนหายจะหยุดเยอะนะคะ ตั้งแต่ กทม เปลี่ยนกฏก็เริ่มๆมีมาขายเพิ่มขึ้น ค่ะ

Saturday, February 21, 2009

นั่งรถเมล์ สำรวจตลาด ภาค 2

กลับมาอีกครั้งตามสัญญา วันนี้ก็ถือได้ว่าเป็นฤกษ์ดีส่วนตัว คือ ทำตัวให้ว่างสำหรับการเดินทางในวันเสาร์ดังที่ตั้งใจไว้ คราวที่แล้วผมเดินทางวันอาทิืตย์ ไปไหนต่อไหนก็ช่างรวดเร็ว แต่พอเป็นวันเสาร์นี่แสนจะเหนื่อย รถก็ติด แถมอากาศก็ไม่เป็นใจ(ค่อนข้างร้อน) ส่วนตัวแล้วก็ถือว่าสร้างความอดทนให้กับตัวเองถ้าหากอนาคตข้างหน้าต้องอยู่ ในชะตากรรมที่ต้องตากแดดตากลมเพื่อหาเลี้ยงชีพจะได้มีความอดทนเพิ่มมาหน่อย

วันนี้ ได้ฤกษ์ออกเดินทางประมาณสิบโมงครึ่ง จุดหมายปลายทางคือ สำเพ็งกับประตูน้ำ ก็เริ่มต้นด้วยรถเมล์สายเดิมออกเดินทางจากบ้าน เพื่อไปต่อรถที่อนุสาวรีย์ฯ วันนี้ตั้งใจไว้ว่าจะนั่งรถเมล์ฟรีให้ได้มากที่สุด แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีรถฟรีมาซักที เดินวนไปเวียนมาก็ไปเจอแจกซิมฟรีอีกแต่ไม่เอาครับ ไม่อยากถืออะไร อยากเดินทางตัวเปล่าก็เลยปฏิเสธเขาไป แล้วเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยง สายตาก็เลือบไปเห็นข้าวมันไก่ ดูนาฬิกาอีกทีให้แน่ใจ "เฮีย...ข้าวมันไก่หนึ่งที่ เป็ปซี่ขวด" สั่งและก็กินอย่างรวดเร็ว "คิดเงินครับ" "35 บาท" ว่าแล้วก็จ่ายไป 35 บาท เสร็จแล้วก็ไปรอรถเมล์ต่อ

ก็ รออยู่นานพอสมควร อยากจะนั่งรถเมล์สาย 8 ฟรี เพื่อไปลงสำเพ็ง "เอาว๊ะ...เสียเงินก็ได้" ว่าแล้วก็ขึ้นไปจ่ายไปอีกแปดบาท รถเมล์สาย 8 จะขับผ่านแถว ๆ วัดสระเกศซึ่งจะมีสินค้าประเภทงานไม้ คิดไปคิดมาก็น่าสน เผื่อจะได้ไอเดีย แต่เอาไว้ก่อนดีกว่า ว่าแล้วก็จรจากไป ก่อนจะถึงสำเพ็งคนขับรถพูด "ถึงแล้วคร้าบ แหล่งของถูก" คลองถมนี่เอง เอ๊ะ เอ๊ะ เอาไง ผมลงที่นี่ดีกว่า เดินผ่านคลองถมหน่อยไหน ๆ ก็มาแล้ว ก็เดินผ่านอย่างรวดเร็วพร้อมกับสังเกตุสินค้ารอบข้างไปเรื่อย ๆ

เดินดูของที่คลองถมไปได้ซักระยะหนึ่ง นั่นไง ปอเปี๊ยะขาหมู "เฮีย...ขอหนึ่งที่ น้ำเก็กฮวยด้วย" นี่แหละครับของมันเคย และก็ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่มีผิด ถ้าใครที่ยังไม่เคยไปกินปอเปี๊ยะขาหมูร้านนี้ ผมก็ขอแนะนำ เฮ้ย นี่มันเว็บแนะนำร้านอาหารหรือเนี๊ยะ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าเปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย คือร้านนี้จะอยู่ระหว่างถนนเจริญกรุงกับถนนเยาวราช(ไม่แน่ใจว่าชื่อถนน เยาวราชหรือเปล่า จำไม่ค่อยได้) เอาเป็นว่า อยู่แถว ๆ วัดตึกน๊ะครับ ตรงข้ามกับประตูวัด จะเป็นเก้าอี้นั่งไม่มีโต๊ะ ไม่มีช้่อนให้ มีแต่ตะเกียบอย่างเดียว

หลังจากซัดปอเปี๊ยะเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินจ้ำอ้าวไปสำเพ็งทันที ผมเดินไปทางถนนราชวงศ์ แล้วก็เดินเข้าซอยสำเพ็งไปทางเยาวราชก่อน เพราะทางฝั่งนั้นของจะเยอะกว่า แค่ปากซอยผมก็ถึงกับอ้าปาก ตาค้างตั้งนาน ผมว่า ของที่นี่ถูกมากถ้าเป็นราคาขายส่ง สินค้าก็มีให้เลือกหลากหลายมาก ๆ ๆ ๆ ผมใช้เวลาเดินดูค่อนข้างนาน ประมาณ 3 ชั่วโมงน่าจะได้ ผมก็ยังสนใจเป็นพิเศษกับตุ๊กตาโมเดล แต่มีให้ดูไม่มากเท่าไร ส่วนใหญ่จะเป็นของสำหรับผู้หญิงซ่ะมากกว่า สำหรับตรงนี้แล้ว ผมก็ขอแน๊ะนำให้ลองไปเดินดูน๊ะครับ เพราะบางอย่างถ้าเราไม่เห็นด้วยตา เราอาจจะคิดอะไรไม่ออก เดินผ่าน ๆ ไปก่อน แล้วคิดไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรีบร้อน

หลัง จากนั้นผมก็เดินมาอีกฝั่งหนึ่งซึ่งจะทะลุไปทาง "หัวเม็ด" ผมไม่แน่ใจว่าคนแถวนั้นเขายังเรียกกันอยู่หรือเปล่า หรือเรียกรวม ๆ ว่าสำเพ็งกับพาหุรัดเลยมั๊ง เวลาก็ล่วงเลยไปมาก เอ๊ะ สะพานเหล็กก็ไม่ไกล เดินไปอีกหน่อยก็ถึงแล้ว ว่าแล้วก็ขอไปเดินดูของที่สะพานเหล็กหน่อย แต่สรุปได้ว่า ไม่เวิร์คครับ เพราะของส่วนใหญ่จะเป็นขายปลีก และไม่น่าจะนำไปขายแถวตลาดนัดได้ งั้นไปประตูน้ำเลยดีกว่า ยังพอมีเวลา

ผม รอรถเมล์หน้าโรงหนัง แคปปิตอล เก่า ซึ่งเมื่อก่อนจะฉายหนังประเภทศิลปะ(ว่าไปนั่น) เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว กลายเป็นคลองถมติดแอร์อีกที่ไปแล้วครัีบ ผมเดินแว๊ะไปดูหน่อยแล้วก็รอรถเมล์ฟรีเหมือนเดิม มาแล้วครับสาย 25 นั่งฟรีไปสำโรง แต่เราลงแถว ๆ สยามก็พอแล้วค่อยไปต่อรถอีกที จากสยามก็เจอสาย 204 นั่งฟรีเช่นกัน แทบจะไม่เสียเวลารอ ประมาณว่า พอลงรถคันก่อนหน้าปุ๊บก็ขึ้น 204 ปั๊บ

มาถึงแล้วครับประตูน้ำ ที่นี่จะเน้นไปที่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายซ่ะมากกว่า และก็แน่นอนว่า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นของผู้หญิงอีกเหมือนเดิม สมกับที่ผู้หญิงชอบพูดกันว่า ผู้หญิงเป็นผู้สร้างโลก ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้หญิงแล้วไซร้ เศรษฐกิจคงทรุดหนัก ก็ส่วนใหญ่แล้วคนที่จับจ่ายใช้สอยจะมีแต่ผู้หญิง ส่วนผู้ชายก็อย่าหวังว่าจะจ่ายอะไรง่าย ๆ เพราะผู้ชายเกิดมา เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรี ไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้เงิน เป็นผู้ทำเงินแต่ไม่ได้ใช้

ผมเดินไปเดินมาอยู่แถว ๆ ประตูน้ำจนเย็น คิดไม่ตกว่า ถ้าเราจะขายของให้ผู้ชายด้วยกันมันจะเวิร์คหรือเปล่า แล้วถ้าจำเป็นต้องขายของสำหรับผู้หญิงแล้ว เราจะต้องทำตัวอย่างไร แต๊วจะแตกหรือเปล่า อุตส่าห์ทำตัวแมนมาทั้งชีวิต แล้วถ้าเป็นขายของสำหรับเด็กล่ะ ผมว่าความคิดนี้เข้าท่ากว่า น่าจะหากินกับเด็กดีกว่า แต่เราต้องไปดูก่อนว่า คนที่เดินตลาดนัดส่วนใหญ่แล้ว เป็นคนวัยไหน ใครเป็นคนซื้อ มีเด็กหรือเปล่า โอ้ย...การบ้านยังมีอีกเยอะกว่าจะเริ่มได้

สรุปว่า ยังคงต้องรอไปเดินดูตลาดนัดอีกซัก 2-3 รอบ เอาแบบสังเกตุการณ์กันไปเลยว่าสินค้าอะไรขายดี ใครจ่ายบ้าง วัยไหนมาเดิน

ขอจบก่อนดีกว่า เพราะเพิ่มกลับมาก็มานั่งเขียนบล็อกทันที(กลัวลืม)

 

© 2013 คนตกงาน. All rights resevered. Designed by Templateism

Back To Top